คำฟ้องและคำให้การ
ข้อเท็จจริงได้ว่าว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้มอบโฉนดที่ดิน ๑ แปลงของนายบุญเกษ จำนองเป็นประกันหนี้ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยกับนายบุญเกษให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าไม่ใช้ ให้นายบุญเกษใช้แทน โดยให้ไถ่ถอนจำนองหรือขายทอดตลาดที่ดินนั้นเอาเงินใช้หนี้แทนจำเลย ในชั้นบังคับคดีจำเลยไม่ใช้หนี้ และไม่มีทรัพย์สินให้ยึด โจทก์จึงยึดที่ดินที่นายบุญเกษจำนองไว้กับโจทก์ แต่ยังไม่ทันขายทอดตลาด นายบุญเกษได้ตกลงโอนที่ดินที่จำนองให้เป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งโดยตีราคา ๓๘๒,๐๐๐ บาท หักแล้วโจทก์ยังไม่ได้รับชำระอีก ๒๘๖,๐๐๐ บาทเศษ จำเลยไม่มีทรัพย์อื่นใดที่โจทก์จะยึดมาชำระหนี้ได้ โจทก์จึงฟ้องขอให้พิพากษาว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลแพ่งเห็นว่า กรณีต้องด้วยมาตรา ๗๓๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำว่า ลูกหนี้ ตามมาตรานี้หมายรวมตลอดถึงจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้เงินกู้ด้วย หนี้รายนี้จึงระงับสิ้นไปแล้ว
โจทก์ฟ้องให้จำเลยล้มละลายไม่ได้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำว่าลูกหนี้ ในมาตรา ๗๓๓ หมายความถึงลูกหนี้ผู้จำนองเท่านั้น จำเลยยังไม่หลุดพ้น พิพากษากลับให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยโดยเด็ดขาด
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาประชุมปรึกษาโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า การที่จะนำเอามาตรา ๗๓๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาบังคับได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองหลุดตามมาตรา ๗๒๙ หรือ เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดตามมาตรา ๗๒๘ แต่กรณีนี้ไม่ใช่ แต่เป็นการเอาที่ดินที่จำนองตีใช้หนี้กันระหว่างโจทก์ผู้รับจำนองกับนายบุญเกษผู้จำนองตามมาตรา ๓๒๑ วรรค ๑ ฉะนั้น จึงนำมาตรา ๗๓๓ มาบังคับในกรณีนี้ไม่ได้ เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของจำเลยได้รับชำระหนี้ไปเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืนในผลที่ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยโดยเด็ดขาด