Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3006/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของโจทก์ที่อ้างว่าโจทก์ไม่ทราบว่าลูกจ้างคนใดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานบ้างนั้นไม่น่ารับฟังเพราะโจทก์สามารถตรวจสอบจากรายชื่อลูกจ้างที่ไม่ได้เข้าทำงานในระหว่างนัดหยุดงานได้ ดังนี้การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีโดยมิได้ถือข้อเท็จจริงตามถ้อยคำสำนวน เพราะข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าโจทก์ไม่ทราบว่าใครบ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน จี.เอส.สตีลนั้น จึงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 54 ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์โดยหยิบยกเอาคำพยานบุคคลของโจทก์ขึ้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการเชื่อพยานเพียงใดหรือไม่นั้นเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน โจทก์อุทธรณ์ข้อนี้เป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2531 โจทก์ได้มีคำสั่งพิเศษที่ 1/2531 เรื่องเลิกดำเนินกิจการด้านการผลิตและแปรรูปเหล็กกล้า และได้เลิกจ้างลูกจ้างในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจำนวน 638 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2531 เนื่องจากโจทก์ขาดทุนอย่างหนัก ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2531นายเอก กาญจนพิมล กับพวก รวม 53 คน ได้ยื่นกล่าวหาต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า ถูกโจทก์เลิกจ้างเพราะเหตุที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน จี.เอส.สตีล และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อันประกอบด้วยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้มีคำสั่งที่ 44-96/2531ลงวันที่ 9 กันยายน 2531 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์เลิกจ้างนายเอก กาญจนพิมล กับพวก รวม 53 คน เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์

พ.ศ. 2518และสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่ลูกจ้างทั้ง 53 คน รวมเป็นเงิน4,1174,320 บาท โจทก์เห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12ยังคลาดเคลื่อน เพราะการเลิกจ้างดังกล่าวไม่ใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และไม่มีเหตุผลตามกฎหมายที่จะให้โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายดังกล่าว ทั้งค่าเสียหายก็กำหนดไว้มากเกินไปสมควรที่จะถูกเพิกถอน เพราะการที่โจทก์มีคำสั่งเลิกกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างนั้นเนื่องมาจากในปี พ.ศ. 2530 โจทก์ประสบปัญหากับการขาดทุนอย่างหนักเป็นเงินประมาณ 60 ล้านบาท และต่อมาลูกจ้างได้ใช้สิทธินัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2531 อีก ซึ่งโจทก์ได้ประกาศให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตลอดเวลา แต่ลูกจ้างไม่ยอมกลับเข้าทำงาน

ทำให้การดำเนินงานด้านการผลิตและแปรรูปเหล็กเส้นต้องหยุดชะงักลง เป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายหนักมากยิ่งขึ้นคณะกรรมการบริหารของโจทก์จึงมีมติให้เลิกดำเนินกิจการ คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ดังกล่าว จึงไม่ถูกต้องสมควรที่จะถูกเพิกถอน ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ 44-96/2531 ลงวันที่9 กันยายน 2531 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 และพิพากษาว่า คำสั่งเลิกจ้างของโจทก์ที่เลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 638 คน รวมทั้งลูกจ้าง53 คน ตามบัญชีรายชื่อเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่ใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ให้การว่า คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 44-96/2531 ลงวันที่ 9 กันยายน 2531ชอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว

การเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด และการเลิกดำเนินการผลิตและแปรรูปเหล็กกล้าของโจทก์เป็นเพียงพิธีการ ส่วนความประสงค์อันแท้จริงเพื่อจะเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและประสงค์จะล้มล้างสหภาพแรงงานจี.เอส.สตีล เพราะจะเป็นเหตุให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้เลิกสหภาพแรงงาน จี.เอส.สตีล เนื่องจากได้เปลี่ยนกิจการผลิตของโจทก์ให้ไปอยู่นามของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด สหภาพแรงงานจี.เอส.สตีล ก็เป็นอันสิ้นสุด จึงเป็นการส่อเจตนาที่ไม่สุจริตดังนั้น การที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์เลิกจ้างนายเอก กาญจนพิมล กับพวก รวม 53 คน เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายด้วยนั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องในชั้นพิจารณานายเอก กาญจนพิมล กับพวก รวม 51 คน ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลย กับขอยื่นคำให้การเพิ่มเติมและฟ้องแย้งด้วย โจทก์จำเลยไม่คัดค้าน ศาลแรงงานกลางจึงสั่งอนุญาตให้นายเอก กาญจนพิมล กับพวกรวม 51 คน เข้าเป็นจำเลยร่วมได้ แต่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยร่วมเพราะเห็นว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจำเลยร่วมให้การว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วมเนื่องจากสหภาพแรงงาน จี.เอส.สตีล ที่จำเลยร่วมเป็นสมาชิกได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างภายในบริษัทโจทก์จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 44-96/2531 ลงวันที่ 9 กันยายน 2531 ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า

พยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธไม่น่ารับฟังว่า โจทก์จำเป็นต้องเลิกกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด เพราะสาเหตุขาดทุนดังอ้าง แต่เห็นว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วมทั้งหมดกับพวกรวม 53 คน เนื่องจากข้อพิพาทแรงงานเพราะเหตุลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่ทราบว่าลูกจ้างคนใดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานบ้างนั้นไม่น่ารับฟัง เพราะโจทก์สามารถตรวจสอบจากรายชื่อลูกจ้างที่ไม่ได้เข้าทำงานในระหว่างนัดหยุดงานได้ คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์คือ จำเลยที่ 1ถึงที่ 12 ตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุต้องสั่งเพิกถอนตามที่โจทก์ขอ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยศาลแรงงานกลางสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อเว้นแต่อุทธรณ์ 2.3ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1สรุปได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยที่ 13 ถึงที่ 51 (ที่ถูกเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 51) ได้กล่าวหาว่า บริษัทโจทก์เลิกจ้างจำเลยทั้งหมด (ที่ถูกเป็นจำเลยร่วมทั้งหมด) เพราะเหตุเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน จี.เอส.สตีล โจทก์ได้ต่อสู้ข้อกล่าวหานั้นว่าได้เลิกจ้างเพราะเหตุอื่น มิได้เลิกจ้างผู้กล่าวหาเพราะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเพราะเหตุการณ์ยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ทราบว่าลูกจ้างคนใดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานบ้างนั้นไม่น่ารับฟัง เพราะโจทก์สามารถตรวจสอบจากรายชื่อลูกจ้างที่ไม่ได้เข้าทำงานในระหว่างนัดหยุดงานได้ คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เป็นการวินิจฉัยคดีโดยมิได้ถือข้อเท็จจริงตามถ้อยคำสำนวน

เพราะข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า โจทก์ไม่ทราบเลยว่าใครบ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน จี.เอส.สตีล เนื่องจากกฎหมายให้ถือว่ารายชื่อสมาชิกสหภาพแรงงานเป็นความลับเจ้าพนักงานแรงงานสัมพันธ์ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานก็ไม่สามารถที่จะเปิดเผยให้โจทก์หรือบุคคลภายนอกทราบได้ว่ามีใครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานบ้าง ทั้งสหภาพแรงงานก็ไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วมทั้งหมดกับพวกรวม 53 คน เนื่องจากข้อพิพาทแรงงานเพราะเหตุลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่ทราบว่าลูกจ้างคนใดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานบ้างไม่น่ารับฟัง เพราะโจทก์สามารถตรวจสอบจากรายชื่อลูกจ้างที่ไม่ได้เข้าทำงานในระหว่างนัดหยุดงานได้อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนหลายประการโดยหยิบยกคำเบิกความของนายรังสฤษดิ์ ประกฤตศรี นายธานี อินทรสูตรนางวิไล จ๋วงพานิช และนายจิตติ บุษราคัมรุหะ ขึ้นมาให้ศาลฎีกาพิจารณาประกอบเพื่อให้ศาลฟังว่ากิจการของโจทก์ขาดทุน จำเป็นต้องเลิกกิจการนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การวินิจฉัยพยานหลักฐานในส่วนนี้ของศาลแรงงานกลางหาได้ขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนแต่ประการใดไม่ เพราะเป็นการหยิบยกเอาคำพยานบุคคลของโจทก์ขึ้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ควรเชื่อพยานเพียงใดหรือไม่เท่านั้นเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · มาโนช เพียรสนอง · สุพจน์ นาถะพินธุ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3100/2563

ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2563

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน เพิ่งเลิกคบหากันก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งเดือน ความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดทีเดียว การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหาผู้เสียหายที่ 2 ใน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้