Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานจนจำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งแล้วก็ตามถ้าเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาให้ได้ความจริงตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาเสียใหม่ได้ เพราะมิใช่พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานและจำเลยมิได้คัดค้านไว้ แม้อุทธรณ์ของจำเลยเพียงแต่ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์โดยจำเลยมิได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ว่าขอให้ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ที่จะมีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ หรือให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนั้นใหม่และพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้แล้ว ที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยเรื่องนี้ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิพากษาเสียใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ตามคำให้การของจำเลยมีอยู่ว่า จำเลยไม่มีสิทธิรื้อถอนและโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอน ตามคำแถลงของโจทก์ก็มีเพียงว่า จำเลยไม่เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างอันเป็นทรัพย์พิพาท จำเลยไม่สามารถรื้อถอนได้มิได้มีข้อความตอนใดว่าจำเลยยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง จึงเรียกไม่ได้ว่าจำเลยได้สละข้อต่อสู้ทั้งปวงหมดสิ้นแล้วนอกจากนี้ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้อีกข้อหนึ่งที่ว่า โจทก์ยังคงสงวนสิทธิในถนนพิพาทอยู่หรือไม่ ซึ่งข้อนี้จำเลยให้การไว้ในทำนองว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาให้ทางพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และทางพิพาทก็ได้ตกอยู่ในภาวะเช่นนั้นแล้วฝ่ายโจทก์แถลงว่าไม่เป็นความจริง อันเป็นที่เห็นได้ว่าข้อเท็จจริงข้อนี้ก็ยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ จึงต้องสืบพยานกันต่อไป การที่ทางใดจะเป็นทางสาธารณะนั้น หาได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานทางทะเบียนเสมอไปไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองและนายโฆษิตเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 4808 โจทก์ทั้งสองและนายโฆษิตได้ใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวทำเป็นถนนแยกจากซอยสามมิตร ถนนสุขุมวิท เรียกว่า ซอยแยกซอยสามมิตร แต่ยังคงสงวนสิทธิไว้ไม่ได้ยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ จำเลยได้ทำการก่อสร้างประตูปิดกั้นถนนลงในที่ดินแปลงดังกล่าว โดยไม่ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและนายโฆษิต โจทก์ทั้งสองได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างและประตูออกไปจากที่ดินนั้น จำเลยรับทราบแล้วได้ยกบานประตูที่ปิดกั้นถนนออกไป แต่ยังหาได้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นหลักใส่บานประตูซึ่งได้ก่อสร้างในลักษณะกึ่งเสากึ่งกำแพงออกไปไม่

ขอให้ศาลบังคับจำเลยรื้อถอนกำแพง2 ด้านออกไปจากที่ดินโจทก์จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ทั้งสองกับพวกได้จัดสรรที่ดินและตัดถนนซอยแยกซอยสามมิตรเข้าไปยังที่ดินจัดสรรทุกแปลง สิ้นสุดลงเป็นซอยตันในที่ดินจัดสรรนั้น โดยโจทก์ทั้งสองกับพวก ได้ประกาศโฆษณาแก่ผู้ซื้อว่า เมื่อมีคนซื้อที่ดินติดซอยแยกนี้แล้วก็ให้ซอยแยกนี้ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซอยนี้จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาประมาณ 11 ปีเศษแล้วก่อนมีการสืบพยาน ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยแถลงว่า จำเลยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นหลักใส่บานประตูในลักษณะกึ่งเสากึ่งกำแพงตามที่โจทก์ฟ้องขอให้รื้อถอน จำเลยไม่สามารถจะทำการรื้อถอน ไปได้ เพราะมีผู้อื่นออกเงินค่าก่อสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่ด้วย

โจทก์แถลงว่า ฝ่ายโจทก์ก็เต็มใจจะรื้อให้ตามคำสั่งศาล และเมื่อศาลสั่งรื้อสิ่งพิพาทแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป และโจทก์แถลงด้วยว่า โจทก์ที่ 1 มีบ้านอยู่ในซอยพิพาท ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนแสดงว่าเป็นถนนสาธารณะ จำเลยแถลงรับว่า โจทก์ที่ 1 มีบ้านอยู่ในซอยพิพาทจริง และซอยพิพาทไม่มีหลักฐานทางทะเบียนแสดงว่าเป็นถนนสาธารณะ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นหลักใส่บานประตูตามโจทก์ฟ้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานนั้นว่าเป็นการมิชอบและอุทธรณ์คำพิพากษาว่า ที่ดินส่วนที่สิ่งก่อสร้างตั้งอยู่เป็นทางสาธารณะ ทั้งคำพิพากษาที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งที่ศาลฟังว่ามีบุคคลอื่นหลายคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ก็เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ และผูกพันไปถึงบุคคลภายนอกซึ่งจำเลยไม่อาจปฏิบัติได้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่โจทก์ทั้งสองฎีกาที่โจทก์ฎีกาว่า ในเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานจนจำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งแล้วเช่นนี้

หากศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก็เท่ากับจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้อยู่นั่นเองนั้น เห็นว่า กรณีหาเป็นดังเช่นที่โจทก์ฎีกาไม่เพราะการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาเสียใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาให้ได้ความจริงตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ มิใช่พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานและจำเลยมิได้คัดค้านไว้ที่โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยเพียงแต่ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยมิได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ว่า ขอให้ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น

เห็นว่า อำนาจของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 นั้น หมายความว่า เมื่อคดีปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ในเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งก็ดี ในเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาหรือมีเหตุที่ศาลได้ปฏิเสธไม่สืบพยานตามที่ผู้อุทธรณ์ร้องขอสืบไว้ในศาลชั้นต้นก็ดี และศาลอุทธรณ์เห็นว่ามีเหตุสมควรศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ หรือให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนั้นใหม่ และพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้โดยที่คู่ความผู้อุทธรณ์หาจำต้องกล่าวข้อความดังที่โจทก์ฎีกาไว้ในอุทธรณ์ไม่ที่โจทก์ฎีกาว่า ในประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

จำเลยมิได้กล่าวในฟ้องอุทธรณ์ขึ้นมาเลย จึงต้องถือว่ายุติแล้วในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เรื่องฟ้องเคลือบคลุมนี้ จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ และศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้แล้วที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยเรื่องนี้ไว้ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิพากษาเสียใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมิได้กล่าวในฟ้องอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนหรือไม่นั้นก็ดี และฎีกาว่า จากคำแถลงของจำเลยและของโจทก์ในชั้นพิจารณา เห็นได้ว่าจำเลยได้สละข้อต่อสู้ทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว ยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะต้องสืบพยานกันอีกนั้นก็ดี เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยมีอยู่ชัดว่า จำเลยไม่มีสิทธิรื้อถอน และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนตามคำแถลงของโจทก์ก็มีเพียงว่าจำเลยไม่เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างอันเป็นทรัพย์พิพาท จำเลยไม่สามารถรื้อถอนได้ มิได้มีข้อความตอนใดเลยว่าจำเลยยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งก่อสร้างจะเรียกได้อย่างไรว่าจำเลยได้สละข้อต่อสู้ทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว

นอกจากนี้ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้อีกข้อหนึ่งที่ว่า โจทก์ยังคงสงวนสิทธิในถนนพิพาทอยู่หรือไม่ ซึ่งข้อนี้จำเลยให้การไว้ในทำนองว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาให้ทางพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และทางพิพาทก็ได้ตกอยู่ในภาวะเช่นนั้นแล้ว ฝ่ายโจทก์แถลงว่าไม่เป็นความจริง อันเป็นที่เห็นได้ชัดว่าข้อเท็จจริงข้อนี้ก็ยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้อยู่อีกข้อหนึ่ง เพราะการที่ทางใดจะเป็นทางสาธารณะนั้น หาได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานทางทะเบียนเสมอไปไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม · ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้