Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ระบบไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบอันเป็นสาระสำคัญของรถยนต์ หากระบบไฟฟ้าใช้การไม่ได้ย่อมส่งผลให้เครื่องยนต์ ระบบทำความเย็นและอื่น ๆ ใช้การไม่ได้ไปด้วย การที่ระบบไฟฟ้าของรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อไป จากโจทก์เสียทั้งระบบ 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่รับมอบรถยนต์ ถือได้ว่าความชำรุดบกพร่องนั้นถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อม ความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งหมายจะใช้เป็นปกติ อันผู้ขายต้องรับผิด จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อจัดการแก้ไขหรือเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ จำเลยจึงไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดต่อมาและใช้สิทธิ เลิกสัญญาเสียได้ และคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยผู้เช่าซื้อต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันผลแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าว คู่สัญญาจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อจำเลยมิได้ผิดสัญญาก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ ให้แก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา2,580,864 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 53,768 บาท ต่อเดือนเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2538 และงวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 โจทก์บอกเลิกสัญญา ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาคืนโจทก์ โจทก์นำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินเพียง 1,300,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 1,173,328 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 600,000 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 10,000บาท เป็นเวลา 1 เดือน 15 วัน เป็นเงิน 15,000 บาท

นอกจากนั้นโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า ระบบไฟฟ้าของรถยนต์ที่เช่าซื้อชำรุดบกพร่องจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่แต่โจทก์ไม่เปลี่ยนให้ โจทก์และจำเลยที่ 1สมัครใจเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ไปคืนแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์คืน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 215,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537จำเลยที่ 1 ได้จองซื้อรถยนต์เชฟโรเลทแบบตู้นั่ง 4 ตอน จากบริษัทอีโคโนมีเชฟโรเล่ต์ (ประเทศไทย) จำกัด ในราคา 2,600,000 บาท ชำระเงินในวันจอง200,000 บาท หลังจากวันจองประมาณ 3 เดือน จึงได้รถยนต์ และชำระเงินมัดจำให้แก่บริษัทอีโคโนมี เชฟโรเล่ต์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำนวน 800,000บาท รวมเป็นเงินที่ได้ชำระไปแล้วทั้งสิ้น 1,000,000 บาท คงเหลือราคารถยนต์ที่ยังค้างชำระอยู่อีกจำนวน 1,600,000 บาท บริษัทอีโคโนมีเชฟโรเล่ต์ (ประเทศไทย)จำกัด

ได้ติดต่อโจทก์ให้มาเป็นผู้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อเมื่อวันที่ 22ธันวาคม 2537 ในราคาค่าเช่าซื้อ 2,580,864 บาท แบ่งชำระเป็น 48 งวดงวดละ 53,768 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 2 งวด แล้วไม่ชำระในงวดที่ 3 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 25 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2538 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อหรือส่งมอบรถยนต์คืน มิฉะนั้นให้ถือว่าเป็นการบอกกล่าวยกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม2538 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

ขอส่งมอบรถยนต์คืนและเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3 และในวันที่ 9พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ ตามหลักฐานการส่งมอบ/รับรถคืน เอกสารหมาย ล.2 หรือ จ.7ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์และค่าเสียหายจากการที่โจทก์นำรถที่ให้เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าราคาเช่าซื้อหรือไม่ เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าระบบไฟฟ้าของรถยนต์เสียทั้งระบบ3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่รับมอบรถยนต์ ที่โจทก์นำสืบว่า การชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้นต้องถึงขนาดในกรณีซื้อขายรถยนต์ต้องถึงขนาดเครื่องเสียใช้การไม่ได้ หรือขาดสาระสำคัญของความมีอยู่แห่งตัวรถยนต์นั้น

เพียงระบบไฟฟ้าและคิ้วยางแห้งกรอบเป็นเพียงอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ไม่ใช่สาระสำคัญของทรัพย์ที่เช่าซื้อนั้น เห็นว่า ระบบไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบอันเป็นสาระสำคัญของรถยนต์หากระบบไฟฟ้าใช้การไม่ได้ย่อมส่งผลให้เครื่องยนต์ ระบบทำความเย็นและอื่น ๆ ใช้การไม่ได้ไปด้วย ถือได้ว่าความชำรุดบกพร่องนั้นถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งหมายจะใช้เป็นปกติ อันผู้ขายต้องรับผิดจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อจัดการแก้ไขหรือเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการจำเลยที่ 1 จึงไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดต่อมาและใช้สิทธิเลิกสัญญาเสียได้และคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมจำเลยที่ 1 ได้คืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์แล้ว

ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์พิพาทอยู่ 1 เดือน 15 วัน เมื่อพิเคราะห์ถึงว่ารถยนต์พิพาทอยู่ในสภาพชำรุดบกพร่อง ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์จัดการแก้ไขหรือเปลี่ยนรถยนต์ให้ใหม่ จำเลยที่ 1 จึงน่าจะไม่ได้ใช้หรือใช้ทรัพย์ของโจทก์ได้ไม่มาก เมื่อพิจารณาประกอบกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้โจทก์แล้ว จึงไม่สมควรกำหนดค่าใช้ทรัพย์ให้โจทก์อีกส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกประมูลขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเช่าซื้อนั้น เห็นว่า โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน ผลแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าว คู่สัญญาจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใด ๆให้แก่โจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ผล อนุวัตรนิติการ · ระพินทร บรรจงศิลป · ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้