Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หน้าคำฟ้องของโจทก์ลงข้อหาว่าฉ้อโกง และโจทก์บรรยายฟ้อง ถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะ ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าได้กระทำการต่าง ๆ ดังที่โจทก์บรรยาย มาในฟ้อง แม้ว่าส่วนคำขอท้ายฟ้องพิมพ์ไว้แต่เพียงว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 59,341 โดยมิได้อ้างชื่อกฎหมาย แห่งมาตรานั้น ๆ ก็ตาม แต่เมื่อประมวลคำฟ้องโจทก์แล้วทราบได้ว่า กฎหมายที่ขอให้ลงโทษนั้นคือประมวลกฎหมายอาญาซึ่งใช้บังคับอยู่ ในปัจจุบัน ทั้งมาตราที่พิมพ์ไว้ในคำขอท้ายฟ้องตรงกับ มาตราที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาในหมวด 3 ความผิด ฐานฉ้อโกง คำฟ้องของโจทก์จึงขาดตกบกพร่องเพียงแต่มิได้ ระบุชื่อของกฎหมายเท่านั้น แต่เมื่อมีพฤติการณ์แสดงให้เห็น ได้ว่ากฎหมายที่ขอให้ลงโทษเป็นกฎหมายอะไร จึงหาเพียงพอที่จะ ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(6) ไม่ ฟ้องโจทก์สมบูรณ์แล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทุจริตหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4492 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวคือบ้านเลขที่ 72/1 หมู่ที่ 1 และพาโจทก์ไปดูที่ตั้งของที่ดินแปลงดังกล่าวนี้ และโดยการหลอกลวงของจำเลยดังว่านั้น ทำให้โจทก์หลงเชื่อจึงรับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 4992 พร้อมบ้านเลขที่ 72/1หมู่ที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และจำเลยได้รับเงินจำนวน 2,600,000 บาทไปจากโจทก์ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 อันเป็นวันที่จำเลยจดทะเบียนขายฝากให้กับโจทก์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 โจทก์จึงทราบจากการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่าความจริงทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นถนนสาธารณะทางด้านทิศใต้เป็นลำกระโดงสาธารณะ และเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่บ้านเลขที่ 72/1 ตั้งอยู่

ทั้งเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยพาไปดูก่อนทำสัญญาขายฝากให้กับโจทก์ หากโจทก์ทราบความจริงว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4992 เป็นถนนและลำกระโดงสาธารณะและไม่มีบ้านเลขที่ 71/1 ปลูกอยู่ และไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยพาไปดูก่อนนำไปขายฝากกับโจทก์ โจทก์จะไม่รับซื้อฝากไว้จากจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามมาตรา 59, 341ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 จำคุก 8 เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน แม้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปแล้ว 100,000 บาทและได้นำเงินสดอีก 250,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฉ้อโกงเงินโจทก์ไปเป็นจำนวนถึง 2,600,000 บาท จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษให้จำเลยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า การที่ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายใด จึงไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์กล่าวหาจำเลยตามกฎหมายอาญาฉบับใด เป็นการไม่ระบุชื่อกฎหมายที่ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย ฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6)จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ เห็นว่า บทบัญญัติดังที่จำเลยอ้างในฎีกาบัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี (6) อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด" เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้ว หน้าฟ้องลงข้อหาว่าฉ้อโกงและบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น

ๆอีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว การที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่ากับยอมรับว่าได้กระทำการต่าง ๆ ดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแม้ว่าส่วนคำขอท้ายฟ้องพิมพ์ไว้แต่เพียงว่าขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 59, 341 โดยมิได้อ้างชื่อกฎหมายแห่งมาตรานั้น ๆก็จริงอยู่ แต่เมื่อประมวลแล้วทราบได้ว่ากฎหมายที่ขอให้ลงโทษนั้นคือประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ทั้งมาตราที่พิมพ์ไว้ในคำขอท้ายฟ้องตรงกับมาตราที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาในหมวด 3 ความผิดฐานฉ้อโกง คำฟ้องของโจทก์คดีนี้ขาดตกบกพร่องเพียงแต่มิได้ระบุชื่อของกฎหมาย แต่ก็มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นกฎหมายอะไร เช่นนี้หาเพียงพอที่จะถือว่าเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฟ้องโจทก์สมบูรณ์แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธวัชชัย พิทักษ์พล · อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1028/2567

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ต้องประกอบด้วยผู้หลอกลวงมีเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และผลของการหลอกลวงนั้นทำให้ผู้หลอกล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2565

แม้คำฟ้องจะบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2557

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเดียวกัน จำเลยเป็นทั้งคนร้ายที่เป็นตัวการร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงเอาเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยยังกระทำความผิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10471/2556

การที่โจทก์ทั้งสองมิได้ลงชื่อในคำฟ้องคดีอาญา แต่ให้ทนายโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ลงชื่อในฐานะโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1477/2549

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน วันเดือนปีใดไม่ปรากฏชัด จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 8 ซึ่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้