Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3045/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินมาวางศาลภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันทำยอมแล้วจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันชำระเงิน แต่เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาวางเงินแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอไม่วางเงินอ้างว่าที่ดินพิพาทถูก น. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยอีกคดีหนึ่งยึดไว้ ทำให้จำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากรณีเป็นการแก้ไขคำพิพากษาตามยอมไม่อาจสั่งให้โจทก์ไม่วางเงินได้ ดังนี้แม้จะปรากฏว่าในคดีแพ่งที่ น. เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การที่โจทก์ยังไม่ได้วางเงินเพราะจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญายอมได้ เนื่องจากน. ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทไว้ก่อน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญายอม และโจทก์มีสิทธิตามคำพิพากษาตามยอมที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนจึงให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองเรื่องนี้ก็ไม่ขัดกันเพราะประเด็นในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องวางเงินภายในกำหนดเวลาตามคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้ แต่ประเด็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องถอนการยึดทรัพย์ แม้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าวจะกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญายอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงกล่าวอ้างถึงเหตุอันสมควรถอนการยึดที่ดินพิพาทเท่านั้น กรณีจึงมีประเด็นพิพาทต่างกัน และผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีก็เป็นคนละเรื่องกัน หาขัดแย้งกันไม่ โจทก์จึงไม่ชอบที่จะนำคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าวมาอ้างในคดีนี้เพื่อขอวางเงินตามคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้ได้อีก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญา และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินจำนวน 1,800,000 บาท มาวางศาลภายใน 3 เดือนนับแต่วันทำยอมแล้วจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันชำระเงิน แต่เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาวางเงินตามสัญญายอมแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอไม่วางเงิน อ้างว่าที่ดินพิพาทถูกนายชัย โค้งศรีวงษ์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 437/2531 ของศาลชั้นต้น ยึดไว้ ทำให้จำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นว่า กรณีเป็นการแก้ไขคำพิพากษาตามยอม ไม่อาจสั่งให้โจทก์ไม่วางเงินได้ นอกจากโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังได้ยื่นคำร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 437/2531 ของศาลชั้นต้นที่นายชัยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยว่า โจทก์อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 นายชัยไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้

ขอให้งดการขายทอดตลาดและถอนการยึดทรัพย์ปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการที่โจทก์ยังไม่ได้วางเงินเพราะจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมได้ เนื่องจากนายชัยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทไว้ก่อน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญายอม และโจทก์มีสิทธิตามคำพิพากษาตามยอมที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้ที่ดินพิพาทจะมีชื่อเป็นของจำเลยอยู่ และนายชัยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทไว้ก่อนแล้วก็ตามแต่นายชัยจะมาบังคับคดียึดที่ดินพิพาทให้กระทบกระทั่งสิทธิของโจทก์อันอาจขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นหาได้ไม่ และศาลฎีกาพิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพิพาท

โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2534 ขอวางเงินค่าที่ดินจำนวน 1,800,000 บาท เพื่อชำระค่าที่ดินพิพาทให้จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้อีกศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาในชั้นฎีกามีว่า หลังจากศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5039/2533 ระหว่างนายชัย โค้วศรีวงษ์หรือโค้วศรีวงศ์โจทก์ นายอนุวัฒน์ บัวพรหมมี ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายไคล บัวพรหมมี จำเลยและนายกำแพง เพลินธรรม ผู้ร้องแล้วโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจะกลับมีสิทธิวางเงินจำนวน 1,800,000 บาท เพื่อชำระค่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม2531 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาความว่าแม้ในคดีนี้จะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาพิพากษาว่า

โจทก์ไม่มีสิทธิวางเงินค่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 4023/2533 แต่ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 5039/2533 ในอีกคดีหนึ่ง วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองขัดกันโจทก์จึงมีสิทธิวางเงิน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองขัดกันหรือไม่เห็นว่า ผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน กล่าวคือประเด็นพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อสัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2531 โดยโจทก์จะต้องนำเงินจำนวน 1,800,000 บาทมาวางศาลภายในกำหนด 3 เดือน

นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก่อน แล้วจำเลยจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงิน ส่วนประเด็นพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5039/2533 เป็นเรื่องถอนการยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกาให้ถอนการยึดคือ โจทก์คดีนี้หรือผู้ร้องในคดีดังกล่าวมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 นายชัยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นจะบังคับคดีที่ดินพิพาทให้กระทบกระทั่งสิทธิของโจทก์ในคดีนี้อันอาจขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เท่านั้น

ดังนั้น แม้คำพิพากษาศาลฎีกาตามที่โจทก์อ้างจะได้กล่าวถึงโจทก์ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงกล่าวถึงเหตุให้เห็นว่ามีเหตุอันควรให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่เท่านั้น กรณีจึงมีประเด็นพิพาทต่างกัน คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองไม่ขัดกัน โจทก์จะนำคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเรื่องอื่นนั้นมาอ้างในคดีนี้ไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า

โจทก์ยื่นคำร้องขอวางเงินตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2534 ซึ่งเกินกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะวางเงินได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมาน เวทวินิจ · ปรีชา ธนานันท์ · จิระ บุญพจนสุนทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2567

คำร้องของโจทก์ที่ 1 มีคำขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันคดีใด เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2566

เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 ซึ่งเป็นคดีสาขาในชั้นบังคับคดีของคดีตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ได้พิพากษายืนตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุว่า หากผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีต่อไป ต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8195/2561

คดีแรก จ.สามี น. ฟ้องเรียกทรัพย์สินรวมทั้งที่ดินพิพาทคืนจาก ส. กับพวกซึ่งเป็นตัวแทน คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายทรัพย์สินเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่ จ. ได้มาระหว่างเป็นคนต่างด้าวไปต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12447/2558

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งกำหนดว่าระหว่างคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 447/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่างมีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดและคำพิพากษาขัดกัน เพราะต่างบัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10565/2557

เดิมจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สร้างรั้วคอนกรีตล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่หลังจากที่มีการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินจนทราบว่าจำเลยสร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยขอแก้ไขคำให้การเด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้