Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3045/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้ามรดกไม่ได้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานทั้งสองคนพร้อมกัน พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 ภ. และ ก. ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานพร้อมกันในขณะจัดทำพินัยกรรม ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนี้ พินัยกรรมจึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นหลานของนายวน บุญธนะไพศาลวงค์ นายวนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ก่อนตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8740 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 31/2 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ร้องได้ติดต่อกับนายทะเบียนที่ดินเพื่อขอรับโอนทรัพย์มรดก แต่เนื่องจากที่ดินติดจำนองอยู่กับธนาคาร จึงเป็นเหตุขัดข้องไม่อาจดำเนินการได้ ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันว่า ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ตายเจ็บป่วยมีลักษณะเป็นบุคคลวิกลจริตไม่สามารถประกอบกิจการงานได้

ผู้ตายทำพินัยกรรมขณะที่ขาดสติสัมปชัญญะ และไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานในขณะที่ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ พินัยกรรมที่ยกทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่เกิดกับนางเผือด บุญธนะไพศาลวงค์ เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายมีสิทธิได้รับมรดก ขอให้ศาลยกคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่าเจ้ามรดกมีบุตร 3 คน คือ มารดาผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสอง บุตรทุกคนของเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในประการแรกว่า พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย ร.1 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องมีตัวผู้ร้องและพยานในพินัยกรรมคือนางสาวกรองแก้ว น้ำผึ้ง มาเบิกความตอบคำซักถามและตอบค้านทนายผู้คัดค้านที่ 1 และทนายผู้คัดค้านที่ 2 สรุปความว่า เจ้ามรดกทำพินัยกรรมต่อหน้านางสาวกรองแก้ว น้ำผึ้ง และนางสาวเรืองรอง แช่มรอย ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมพร้อมกันทั้งสองคน ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองมีตัวผู้คัดค้านทั้งสองมานำสืบต่อสู้สรุปรวมความว่าก่อนถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกมีสภาพเจ็บป่วยสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เพราะคุ้มดีคุ้มร้าย มีการลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่รถแท็กซี่โดยนางสาวกรองแก้วนำมาให้ลงลายมือชื่อเพียงคนเดียว

พยานในพินัยกรรมและนายภิรมย์ ชมจันทร์ ปลัดอำเภอซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายทะเบียนไม่ได้ลงนามพร้อมกัน เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 บัญญัติมีใจความตาม (1) ว่า การทำพินัยกรรมที่เป็นเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอ (ปัจจุบันคือนายอำเภอหรือผู้รักษาการแทน) ต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งแม้ตัวผู้ร้องจะมีนางสาวกรองแก้วพยานในพินัยกรรมคนหนึ่งมายืนยันว่า ขณะจัดทำพินัยกรรมมีนางสาวเรืองรอง แช่มรอย พยานในพินัยกรรมอีกคนหนึ่งอยู่ด้วยพร้อมกัน แต่พยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งที่เป็นผู้รับรองเอกสารในฐานะปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอคือนายภิรมย์

ชมจันทร์ กลับเบิกความตอบคำซักถามทนายผู้ร้องว่าพยานไปพบนายวน (คือเจ้าพนักงาน) ที่รถพร้อมกับนางสาวกรองแก้ว โดยไม่ได้เอ่ยถึงนางสาวเรืองรองเลย และยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้คัดค้านที่ 2 ว่านางสาวกรองแก้วเป็นผู้พาพยานไปที่รถ นางสาวเรืองรองไม่ได้ไปด้วยและอีกประโยคหนึ่งว่าขณะนางสาวกรองแก้วกับนางสาวเรืองรองลงลายมือชื่อเป็นพยาน (ในพินัยกรรม) ตัวนายภิรมย์ไม่เห็นและ (ทั้งสอง) จะลงลายมือชื่อเมื่อใดไม่ทราบ แสดงว่า เจ้ามรดกไม่ได้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานทั้งสองคนพร้อมกัน พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย ร.1 ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1705 พยานปากนี้แม้เป็นพยานหมาย แต่ก็มาเป็นพยานฝ่ายผู้ร้องและเป็นผู้รับรองเอกสารตามที่กฎหมายบัญญัติ

เมื่อเบิกความเป็นปรปักษ์ต่อตนเองเช่นนี้จึงมีเหตุผลในการรับฟัง แม้พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 จะเป็นเอกสารราชการก็ตาม ทั้งกรณีก็มิใช่เป็นการรับฟังพยานบุคคลแทนเอกสาร หากแต่เป็นการฟังพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์เอกสารซึ่งรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย นอกจากนี้ยังหาใช่เป็นเรื่องค้นหาเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกว่าประสงค์จะยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องไม่ตามฎีกาของผู้ร้องอีกด้วย ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อมาว่าถึงหากไม่อาจรับฟังเป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง แต่ควรรับฟังเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 นั้น เห็นว่า พินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำต่อหน้านายภิรมย์ ซึ่งอาจถือได้ว่านายภิรมย์เป็นพยานในพินัยกรรมแบบธรรมดาอีกผู้หนึ่ง

ก็ตาม แต่นายภิรมย์ก็ไม่เห็นขณะที่นางสาวกรองแก้วและนางสาวเรืองรองลงลายมือชื่อเป็นพยาน และไม่ทราบว่าลงลายมือชื่อเมื่อใดแสดงว่านายภิรมย์และนางสาวกรองแก้วไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานพร้อมกันในขณะจัดทำพินัยกรรม ส่วนนางสาวเรืองรองข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าไม่ได้อยู่ด้วยขณะจัดทำพินัยกรรม จึงฟังไม่ได้ว่าพยานสองคนได้ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมพร้อมกันขณะนั้นซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ...ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนี้ พินัยกรรมฉบับนี้จึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้

ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 เมื่อทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) คือ มารดาผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้สืบสันดานของผู้ตาย จึงเป็นทายาทและถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้