Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ความผิดฐานยักยอกและรับของโจรเกี่ยวเนื่องกันจึงรับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ ดังนี้คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้เท่านั้น มิใช่เป็นการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า ความผิดฐานยักยอกไม่มีมูลนั้น มีผลเป็นการพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 อันเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีอย่างหนึ่ง การอุทธรณ์คำสั่งจึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ มาใช้บังคับด้วย ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องความผิดฐานยักยอกและรับของโจรต่างกรรมต่างวาระกัน เมื่อความผิดฐานยักยอกต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในความผิดฐานยักยอกไว้ด้วยจึงไม่ชอบ สำหรับความผิดฐานรับของโจร เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันรับรถของโจทก์ไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดฐานยักยอก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้กระทำผิดฐานยักยอก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร ดังนี้ จึงเป็นการยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงการที่โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มีมูลความผิดฐานรับของโจรจึงเป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4ทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถตักดินยี่ห้อโคมัตสุ จำนวน 1 คันไปจากโจทก์ในราคา 480,000 บาท โดยชำระเงินในวันทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 180,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวด ๆ งวดละเดือนติดต่อกันรวม 12 งวด หากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันสิ้นสุดโดยพลัน ต่อมาจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กลับสมคบกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เบียดบังเอารถคันดังกล่าวโดยทุจริต โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้มอบรถให้จำเลยที่ 5 ครอบครองและใช้ประโยชน์

พร้อมทั้งอ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ออกติดตามนำรถคันดังกล่าวกลับคืนมา จำเลยที่ 6 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1ถึงที่ 5 ได้นำความเท็จแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 5เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าว โดยจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 5 ได้ซื้อรถคันดังกล่าวมาจากโจทก์และจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 4 ยังได้ยื่นคำร้องขอรับรถจากพนักงานสอบสวน อ้างว่าจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าว โดยซื้อมาจากโจทก์ตามที่จำเลยที่ 6 แจ้งความร้องทุกข์ไว้ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันหรือพยายามร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับรถของโจทก์ไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานยักยอก

ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งทราบดีว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้พนักงานของโจทก์ติดตามเอารถคืน จำเลยที่ 6ได้นำข้อความอันเป็นเท็จแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับพวกได้ร่วมกันลักรถตักของจำเลยที่ 5ขอให้พนักงานสอบสวนยึดอายัดรถคันดังกล่าวพร้อมรถเทรลเลอร์และหางรถเทรเลอร์ของโจทก์ไว้ ในการนี้จำเลยที่ 4 และที่ 6ได้ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 5เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถตักคันดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นความจริงขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 357, 172, 173,80, 83 และมาตรา 91

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าฟ้องโจทก์มีมูลเฉพาะความผิดฐานแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาสำหรับจำเลยที่ 4ถึงที่ 6 ให้ประทับฟ้อง ส่วนความผิดฐานยักยอกและรับของโจรสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานยักยอกเป็นการมิชอบหรือไม่ และฟ้องโจทก์มีมูลเป็นความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอก

โจทก์ฎีกาเฉพาะข้อกฎหมายข้อแรกว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ความผิดฐานยักยอกและรับของโจทก์เกี่ยวเนื่องกัน จึงรับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้น

พิเคราะห์แล้วนั้นเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้เท่านั้นไม่ใช่เป็นการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า จะนำบทบัญญัติว่าด้วยคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ มาใช้บังคับในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ได้ เพราะชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลนั้น เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าความผิดฐานยักยอกไม่มีมูล มีผลเป็นการพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 จึงเป็นคำสั่งที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีอย่างหนึ่ง

เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวแม้จะเป็นคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ต้องอาศัยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับด้วยเมื่อโจทก์ฟ้องความผิดฐานยักยอกและรับของโจรเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ความผิดฐานยักยอกจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในความผิดฐานยักยอกไว้ด้วย จึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานรับของโจร ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้กระทำผิดฐานยักยอกเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันรับรถของโจทก์ไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานยักยอกการกระทำของจำเลยทั้งหกจึงไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร เป็นการยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง ดังนั้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มีมูลเป็นความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาม ยิ้มแย้ม · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57518)

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับโจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4766/2533

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 และมาตรา 180 ข้อหาดังกล่าวจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยาน…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 59878)

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220จึงไม่รับฎีกาโจทก์เห็นว่า ฎีก…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 59880)

ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง ฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นการโต้เถียงการฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ปัญ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 61393)

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงมีคำสั่งไม่รับโจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้