Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3084/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่โจทก์ฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาก่อนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 คดีนี้จึงต้องฟังว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 3184 โดยซื้อจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2536 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 188 โรงเรือนที่พักคนงานโรงเรือนเก็บสิ่งของ ปลูกต้นอ้อย ต้นข้าว ต้นข้าวโพดและต้นถั่วลิสงกับจำเลยที่ 2ปลูกบ้านไม่มีเลขที่ อยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินของโจทก์ จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 3184 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายบ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อสุพรรณ

อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีโรงเรือนที่พักคนงาน โรงเรือนเก็บสิ่งของ ตลอดจนบริวารและทรัพย์สินรวมทั้งต้นอ้อยต้นข้าว ต้นข้าวโพด และต้นถั่วลิสงและให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายบ้านไม่มีเลขที่ตลอดจนบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้อาศัยในที่ดินตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1ครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เอง ซึ่งซื้อมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3184 ไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองอยู่ ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

เลขที่ 3184 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และขนย้ายบ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี โรงเรือนที่พักคนงาน โรงเรือนเก็บสิ่งของตลอดจนบริวารและทรัพย์สินรวมทั้งต้นอ้อย ต้นข้าว ต้นข้าวโพด และต้นถั่วลิสงออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3184 เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1ครอบครอง และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2536 ของศาลชั้นต้นมาวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้นเห็นว่า

โจทก์ได้กล่าวอ้างถึงสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2536 ของศาลชั้นต้นไว้ในคำฟ้อง ทั้งได้ระบุอ้างสำนวนคดีดังกล่าวเป็นพยานโดยโจทก์กล่าวในคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2540 ที่ขอให้นำสำนวนคดีดังกล่าวมาผูกรวมไว้กับคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไว้ในคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงตรงตามคำฟ้องและประเด็นในข้อพิพาทแล้ว หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาไม่ และตามสำนวนคดีดังกล่าวได้ความว่า

จำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยอ้างว่าที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3184 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นของจำเลยที่ 1 และเอกสารท้ายคำร้องขัดทรัพย์ก็ยืนยันว่าบ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านนั้นปลูกอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ตรงตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสุพรรณบุรีเอกสารหมาย จ.1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพียงเท่านี้ก็มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงแล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่โจทก์ฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1ครอบครองโดยไม่จำต้องทำแผนที่พิพาทรังวัดสอบเขตหรือขอให้ศาลไปเผชิญสืบที่ดินพิพาทตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด

เมื่อจำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มาก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6987/2538

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปทำการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วนเท่าๆกันจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อราคาที่ดินทั้งหมดซึ่งเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5494/2537

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 46 ประกอบด้วย มาตรา 15คำพิพากษาในคดีอาญาจะผูกพันแต่คู่ความเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2หาได้เป็นคู่ความในคดีอาญา ข้อเท็จจริ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6239/2534

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้เงินค่าที่พิพาทส่วนที่โจทก์ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นมีจำนวนไม่เกินห้าหมื่นบาท ตามฟ้องไม่ได้บ่งถึงการที่จะบังคับเอาแก่ที่พิพาท จึงไม่ใช่เป็นคดีที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เมื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1191/2496

โจทก์จำเลยต่างร่วมกันเช่าห้องอยู่อาศัยและค้าขายร่วมกันรวม 2 ห้อง อยู่มาโจทก์ไม่อยู่ จำเลยกั้นห้องเช่าแบ่งให้ คนอื่นเช่าแทนเสีย 1 ห้อง โจทก์กลับมาจึงฟ้องจำเลยขอให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าที่ยังเหลือ แ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้