Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3099/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 8 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมต้องผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้พิพากษาแก้ไขหรือกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 8 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ประกอบกับหนี้ดังกล่าวสามารถที่จะคิดคำนวณได้ถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว หาทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไปไม่ และเมื่อหนี้ดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 6 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ศาลล้มละลายกลางอนุญาต

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) แล้ว ย่อมมีผลให้จำเลยดังกล่าวพ้นจากการล้มละลายและมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเอง กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.569/2547 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 10 กับพวกร่วมกันชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 30,412,244.07 บาท

พร้อมดอกเบี้ย โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนไปหักชำระหนี้ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 10 กับพวกร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 41,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 3 เป็นเงิน 12,637,843.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบกับพวกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 8 และที่ 10 อุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสิบขอให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 เป็นหนี้โจทก์ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และโจทก์มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้หรือไม่

โจทก์มีนายสุรเวช ผู้รับมอบอำนาจและทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.569/2547 ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 10 เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 83,214,854.25 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 10 เป็นหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 1 และที่ 2 รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 98,241,301.37 บาท และหนี้เงินกู้ประจำบัญชีที่ 3 รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 28,798,702.07 บาท โดยโจทก์มีสำเนาคำพิพากษาและตารางคำนวณยอดหนี้มาแสดงประกอบ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 8 มีจำเลยที่ 8 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า

จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นมิได้ผิดสัญญา จำเลยที่ 8 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด หนี้จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เห็นว่า คำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 8 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมต้องผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้พิพากษาแก้ไขหรือกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 8 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ประกอบกับหนี้ดังกล่าวสามารถที่จะคิดคำนวณได้ถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด

ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว หาทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไปไม่ และเมื่อหนี้ดังกล่าวมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ล้มละลายได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า

ก่อนฟ้องโจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 8 โดยยื่นคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยดังกล่าวมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 8 มีทรัพย์สินไม่พอที่จะชำระหนี้ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่พบว่ามีทรัพย์สินแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 8 ชำระหนี้แล้วสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 8 ไม่ชำระหนี้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และ (9) จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 นำสืบว่า

จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีทรัพย์สินเป็นที่ดินและห้องชุด โดยให้บริษัทศศิรัชดา จำกัด ประเมินราคารวมกันทั้งหมดเป็นเงิน 485,239,405 บาท นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าลูกหนี้คนหนึ่งคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้แต่ละคน ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 นำสืบดังกล่าวได้ประเมินราคารวมกันทั้งหมด ประกอบกับการประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 8 ได้ขอให้บริษัทศศิรัชดา จำกัด ทำการประเมินเมื่อเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2552 ในช่วงที่จำเลยดังกล่าวยื่นคำให้การต่อสู้คดี น่าเชื่อว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่รูปคดีของตน ศาลจึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง สำหรับจำเลยที่ 1 ที่นำสืบอ้างว่า

มีที่ดินจำนวน 95 แปลง โดยไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการประเมินราคาแต่อย่างใด ส่วนที่ดินอีกจำนวน 104 แปลง ที่อ้างว่าติดจำนองโจทก์ ก็ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียง 5 แปลงเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 8 มีที่ดิน 7 แปลง ราคาประเมิน 15,768,000 บาท และติดจำนองบุคคลภายนอกไม่สามารถนำมาชำระหนี้โจทก์ได้ และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำคดีไปฟ้องเจ้าหนี้เดิมต่อศาล ปรากฏว่าศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้อง พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 และที่ 8 นำสืบไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 8 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยดังกล่าวล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 เด็ดขาดนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธินันท์ เสียมสกุล · ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้