Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3104/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยค้างชำระจะมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ อายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14 (2) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคสอง การที่อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้น ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ตามมาตรา 692 ปรากฏว่าคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2547 โดยคู่ความมิได้ฎีกา คดีย่อมถึงที่สุดในวันที่ 22 กันยายน 2547 อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด ณ เวลาดังกล่าว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่สำหรับลูกหนี้ที่ 4 ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งลูกหนี้ที่ 4 ค้ำประกันไว้ จึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยได้ หาใช่ว่ามีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยย้อนหลังจากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดขึ้นไป 5 ปี ไม่ อย่างไรก็ตามความรับผิดของลูกหนี้ที่ 4 ในเรื่องต้นเงินและดอกเบี้ยย่อมจำกัดเพียงไม่เกินความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นที่มีต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีแพ่งเท่านั้น

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 4 เด็ดขาด ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องลูกหนี้ที่ 4 และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 286,354,139.83 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเจ้าหนี้รายที่ 76 ระหว่างสอบสวนบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาต เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว

เจ้าหนี้รายที่ 6 ที่ 83 ที่ 84 และลูกหนี้ที่ 4 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า ลูกหนี้ที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทริช เรียล เอสเตท จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นที่มีต่อเจ้าหนี้ ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ได้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นและลูกหนี้ที่ 4 ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ธ.5308/2545 ขอให้บังคับชำระหนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ที่ 4 และพิพากษาให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน 111,231,513.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 109,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้และชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 5,142,591.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 และอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2542 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้

ลูกหนี้ชั้นต้นนำเงินมาชำระเข้าบัญชีกระแสรายวันแก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2540 จำนวน 99,620 บาท ให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินทุกครั้งที่ชำระ ให้ลูกหนี้ชั้นต้นใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไปในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของเจ้าหนี้ที่ประกาศไว้แล้วก่อนวันฟ้องและจะประกาศให้มีผลบังคับต่อไปภายหลังฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ขอ

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนื้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 4 เด็ดขาด ไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เมื่อมูลหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นหนี้ประธาน ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระเงินให้เจ้าหนี้เท่าใดแล้ว ลูกหนี้ที่ 4 มีฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเป็นหนี้อุปกรณ์เกินกว่าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ข้อโต้แย้งของลูกหนี้ที่ 4 ฟังขึ้น

ส่วนข้อโต้แย้งประการอื่นของลูกหนี้ที่ 4 และข้อโต้แย้งของเจ้าหนี้รายที่ 6 ที่ 83 และที่ 84 ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อลูกหนี้ชั้นต้นทำสัญญากู้เงินแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาโดยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 จำนวน 3,750,047.94 บาท คงเหลือต้นเงิน 109,000,000 บาท เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เป็นเงิน 109,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2545 (วันคิดดอกเบี้ยย้อนหลังจากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดขึ้นไป 5 ปี)

ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 (วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) คำนวณดอกเบี้ยได้ 81,750,000 บาท รวมเป็นเงิน 190,750,000 บาท และเมื่อลูกหนี้ชั้นต้นได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินและนำเงินเข้าบัญชีเรื่อยมา โดยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 จำนวน 99,620 บาท คงเหลือต้นเงิน 5,013,586.06 บาท เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เป็นเงิน 5,013,586.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 คำนวณดอกเบี้ยได้ 3,760,189.55 บาท

รวมเป็นเงิน 8,773,775.61 บาท รวมมูลหนี้ค้ำประกันตามสัญญาทั้งสองเป็นเงินทั้งสิ้น 199,523,775.61 บาท เจ้าหนี้ขอมากไป 86,830,364.22 บาท จึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 199,523,775.61 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิในการได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า ดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันผิดนัดตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามที่ลูกหนี้ที่ 4 ค้ำประกันขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยค้างชำระจะมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) หนี้ตามสัญญากู้เงิน บริษัทริช เรียล เอสเตท จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยค้างชำระในหนี้เงินกู้จึงเริ่มนับถัดจากวันที่ 24 มิถุนายน 2540 และในหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเริ่มนับถัดจากวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

อายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคสอง การที่อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ชั้นต้น ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ตามมาตรา 692 ปรากฏว่าคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ชำระหนี้ ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2547 โดยคู่ความมิได้ฎีกา คดีย่อมถึงที่สุดในวันที่ 22 กันยายน 2547 อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด ณ เวลาดังกล่าว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่สำหรับลูกหนี้ที่ 4 ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องสำหรับดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งลูกหนี้ที่ 4 ค้ำประกันไว้จึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยได้ หาใช่ว่ามีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยย้อนหลังจากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดขึ้นไป 5 ปี ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และคำสั่งศาลล้มละลายกลางไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามความรับผิดของลูกหนี้ที่ 4 ในเรื่องต้นเงินและดอกเบี้ย ย่อมจำกัดเพียงไม่เกินความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นที่มีต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.5308/2545 เท่านั้น ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นตามข้อโต้แย้งของลูกหนี้ที่ 4 แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยมิได้กำหนดเงื่อนไขส่วนนี้ไว้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวางเงื่อนไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เงินเป็นต้นเงิน 109,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 (วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) แต่ต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณแล้วมิให้เกิน 265,960,000 บาท ตามอุทธรณ์และในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน 5,013,586.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2550 (วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) แต่ต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณแล้วมิให้เกิน 7,089,760.14 บาท ตามอุทธรณ์ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 4 โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมด้วยว่า ให้สิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่เกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.5308/2545 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศาลล่าง
ศาลล้มละลายกลาง - นายสุริยา ปานแป้น
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ล.511/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ล454/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ล791/2545
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกล้มละลาย
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้