Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งเพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้ ม. ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่ายโฉนดปลอมอ้างส่งเป็นพยานประกอบการเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายข้อตามฐานความคิด แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าประเด็นสำคัญในคดีแพ่งมีว่าอย่างไร และพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จว่า คดีแพ่งมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นของ ม. จริงหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่า ม. เป็นผู้ถือสิทธิ์ในที่ดินและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วน และฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมว่าจำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าเป็นเอกสารท้ายคำร้องเพื่อให้ศาลเชื่อว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์เป็นของ ม. เมื่ออ่านฟ้องดังกล่าวรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีแพ่งมีประเด็นสำคัญแห่งคดีว่าที่ดินเป็นของ ม. หรือไม่ และภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมที่อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น เพราะทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดินเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีครบองค์ประกอบความผิดแล้ว จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับการกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมโดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 ของศาลชั้นต้น เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 โดยการครอบครองปรปักษ์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการขึ้นแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยการตัดทอนข้อความหรือรายการในสารบัญการจดทะเบียนในภาพถ่ายโฉนดดังกล่าวหลายรายการออกไป ซึ่งรวมถึงรายการการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน

ระหว่างโจทก์ผู้รับโอน กับนายภูมิชัย นายเล็ก นางสาวกัญญา ผู้โอน คงเหลือแต่รายการที่แสดงการจดทะเบียนของนายโมฮารซิงห์ ผู้จำนองกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด ผู้รับจำนองเป็นรายการจดทะเบียนลำดับสุดท้ายอันเป็นความเท็จ เพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าภาพถ่ายโฉนดดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง มีนายโมฮารซิงห์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารปลอมดังกล่าวเป็นเอกสารท้ายคำร้องในคดีแพ่งดังกล่าวโดยมีเจตนาให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์ตามคำร้องเป็นที่ดินของนายโมฮารซิงห์ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 2601 โดยการครอบครองปรปักษ์

ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารปลอมและร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานได้สาบานตนและเบิกความรับรองความถูกต้องของภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ท้ายคำร้องแล้วอ้างส่งเป็นพยานเอกสารต่อศาลเพื่อให้ศาลเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้สาบานตนและเบิกความให้การเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่า "ข้าฯ เป็นผู้ครอบครองโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานีปรากฏตามโฉนดหมาย ร.1 ตามแผนที่ด้านหลังโฉนด

ข้าฯ ได้ครอบครองที่ดินด้านซ้ายมือซึ่งขีดด้วยหมึกแดง เนื้อที่ 2 งาน ปรากฏตามแผนที่จำลอง ทนายผู้ร้องได้ดูเอกสารหมาย ร.2 ที่ดินดังกล่าวมีชื่อ นายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์..." ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความต่อศาลดังกล่าวถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะประเด็นแห่งคดีที่จะต้องพิสูจน์ว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์จริงหรือไม่ ทำให้ศาลหลงเชื่อว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำร้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180, 264, 266, 268

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคหนึ่ง 180 วรรคสอง 266 (1), 268 วรรคแรก 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำคุก 1 ปี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะฐานร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ฐานร่วมกันปลอมและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ 2.3 ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องข้อ 2.2, 2.3 และ 2.4 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 เพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของนายโมฮารซิงห์ และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้นายโมฮารซิงห์ ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่ายโฉนดปลอมดังกล่าวอ้างส่งเป็นพยานประกอบการเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายข้อตามฐานความผิด แม้ในฟ้องข้อ 2.3 โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าประเด็นสำคัญในคดีแพ่งดังกล่าวมีว่าอย่างไร และพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร แต่ตามฟ้องข้อ 2.4 โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จว่า

คดีแพ่งดังกล่าวมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์จริงหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ทำให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 หลงเชื่อว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วน และฟ้องข้อ 2.2 โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมว่า จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าเป็นเอกสารท้ายคำร้องเพื่อให้ศาลเชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์เป็นของนายโมฮารซิงห์

เมื่ออ่านฟ้องดังกล่าวรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 มีประเด็นสำคัญแห่งคดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์หรือไม่ และภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมที่อ้างส่งจึงเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น เพราะทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวเป็นของนายโมฮารซิงห์ และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้นเมื่ออ่านฟ้องทั้งฉบับแล้ว ย่อมเข้าใจข้อหาตามฟ้องได้ดี ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า

กรณีมีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 รับราชการมานานจนเกษียณอายุราชการมีประวัติดีเด่นในราชการ ปัจจุบันจำเลยที่ 2 ก็มีอายุมากถึง 72 ปี และป่วยเป็นโรงมะเร็งในลำไส้ใหญ่ถึง 2 ครั้ง ต้องเข้ารับการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจากแพทย์ ความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรงอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขฟื้นฟู เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปด้วยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแลซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 2 และสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดทำนองนี้อีกเห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง

อนึ่งความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมโดยการใช้ภาพถ่ายโฉนดปลอมประกอบคำร้อง ตามฟ้องข้อ 2.2 ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับการกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามฟ้องข้อ 2.3 และ 2.4 โดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมนั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 มาตรา 266 (1) มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานเบิกความเท็จ ฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 2 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ 2 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ทาวุฒิ · อิศเรศ ชัยรัตน์ · พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2565

แม้คำฟ้องจะบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18211/2555

ความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 และมาตรา 180 นั้น มีองค์ประกอบความผิดสำคัญประการหนึ่งว่า คำเบิกความและพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีที่เบิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7250/2554

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 เบิกความว่าอย่างไรและความจริงเป็นอย่างไร แล้วบรรยายฟ้องต่อไปถึงการกระทำต่างๆ ของจำเลยแล้วสรุปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการเบิกความโดยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จและเป็นข้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8902/2552

เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกับ บ. แต่จำเลยจัดให้ บ. และ ฝ. ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินโดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมสัญญากู้ยืมเงิน การที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ร่วมโดยร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2550

การที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้