Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3108/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองเห็นว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นการมิชอบ ศาลภาษีอากรกลางแจ้งว่าในประเด็นที่เกี่ยวกับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นประเด็นย่อย ซึ่งอยู่ในประเด็นหลักที่ว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ จึงไม่ได้กำหนดประเด็นย่อยในการชี้สองสถานไว้นั้น เมื่อตามรายงานกระบวนพิจารณาในวันนัดชี้สองสถานและสำนวนความ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 21 วรรคท้าย จึงต้องถือว่าประเด็นข้อพิพาทมีอยู่ตามที่ศาลภาษีอากรกลางชี้สองสถานและได้กำหนดไว้ แม้ว่าการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเพื่อชำระให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ทั้งสองไม่จำต้องอาศัยความสมัครใจของโจทก์ทั้งสอง เมื่อเข้าลักษณะเป็นกรณีจำหน่ายจ่ายโอนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสอง ย่อมต้องด้วยนิยามคำว่า "ขาย" ตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบด้วย พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมิน ซึ่งหน้าที่ในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นเป็นไปตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองยังคงต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการขายทอดตลาดมิใช่หน้าที่ของโจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่เสียหรือนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 91/21 (6) ประกอบมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องเสียภาษีส่วนท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1 ) เลขที่ 4220/6/00012 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/162/2547 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2534 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 209463 เลขที่ดิน 8281 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 80/102 ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 นางมาลินีเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4803/2536 ของศาลแพ่ง โดยวิธีปลอดจำนองในราคา 4,100,000 บาท และได้ชำระเงินครบถ้วนแล้ว นางมาลินีได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ตนและได้รับจดทะเบียนประเภทการขายเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ทั้งสองมิได้นำรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 4220 /6/00012 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2546 ให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 270,600 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/162/2547 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2547 ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่เป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองเห็นว่า

การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นการมิชอบ ศาลภาษีอากรกลางแจ้งว่าในประเด็นที่เกี่ยวกับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นประเด็นย่อย ซึ่งอยู่ในประเด็นหลักที่ว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ จึงไม่ได้กำหนดประเด็นย่อยในการชี้สองสถานไว้ ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้ระบุไว้ชัดเจนว่า แม้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้อง แต่เนื่องจากเป็นการขายทอดตลาดซึ่งโจทก์ทั้งสองมิได้เป็นผู้ขาย และโจทก์ทั้งสองมิได้รับเงินจากผู้ซื้อ การเรียกเก็บภาษีจากการขายทุกกรณีเป็นการหักจากรายรับในการขาย จึงเป็นค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการขายทอดตลาด และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องเรียกเก็บในขณะมีการขายทอดตลาด

มิใช่เรียกเก็บจากลูกหนี้ในคดีภายหลัง โจทก์ทั้งสองไม่มีเจตนาไม่ชำระภาษีตามการประเมินแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นจากโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นเพียงว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องเพียงประเด็นเดียวจึงเป็นการไม่ชอบ นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถานและสำนวนความ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 21 วรรคท้าย จึงต้องถือว่าประเด็นข้อพิพาทมีอยู่ตามที่ศาลภาษีอากรกลางชี้สองสถานและได้กำหนดไว้ดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่

เห็นว่า ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์จะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลร่วมกันซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 209463 เลขที่ดิน 8281 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 80/102 ตำบลสวนหลวง

อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2534 และได้ขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 แม้จะเป็นการถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดก็ยังต้องด้วยนิยามคำว่า "ขาย" ตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือเชิญพบโจทก์เพื่อชี้แจงและให้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวรวม 2 ครั้ง

โจทก์ทั้งสองได้รับทราบแล้วแต่เพิกเฉย ไม่ได้ชี้แจงต่อเจ้าพนักงานของจำเลย ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 ว่า ทนายโจทก์ทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองเป็นคณะบุคคลที่ได้ทำนิติกรรมซื้อที่ดินพิพาทและขายให้นางมาลินี เป็นเงิน 4,100,000 บาท ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้ซื้อมา และการขายที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาลแพ่ง โจทก์ทั้งสองไม่ติดใจสืบพยานบุคคลของโจทก์ทั้งสองทั้งหมด และไม่ติดใจถามค้านพยานจำเลย จึงไม่มีข้อเท็จจริงเป็นอื่นที่ฟังได้ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นทางค้าหรือหากำไร ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6)

แม้ว่าการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เพื่อชำระให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ทั้งสองไม่จำต้องอาศัยความสมัครใจของโจทก์ทั้งสอง เมื่อเข้าลักษณะเป็นกรณีจำหน่ายจ่ายโอนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสอง ต้องด้วยคำนิยามคำว่า "ขาย" ตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมิน ซึ่งหน้าที่ในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นเป็นไปตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองยังคงต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร

จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการขายทอดตลาด มิใช่หน้าที่ของโจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่เสียหรือนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 91/21 (6) ประกอบมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องเสียภาษีส่วนท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 4,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · องอาจ โรจนสุพจน์ · พันวะสา บัวทอง
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.122/2548
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ263/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ182/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้