Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ให้เงินสดและสร้อยคอทองคำแก่ฝ่ายจำเลยโดยฝ่ายโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 มีอายุยังไม่ครบกำหนดที่จะจดทะเบียนสมรสได้ แต่ก็ยอมให้โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 3 ทำการสมรสกันตามประเพณีและอยู่กินด้วยกันฉัน สามีภริยาโดยไม่ต้องจดทะเบียนสมรสนั้น เงินสดและสร้อยคอทองคำดังกล่าวจึงไม่ใช่สินสอดตามความหมายของ ป.พ.พ.มาตรา 1437 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืน.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องเรียกเงินสินสอดจำนวน 10,000 บาท และทองคำหนัก1 บาท ราคา 5,000 บาท คืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส 10,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสามจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบิดามารดาจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 ได้เรียกเงินสินสอดเป็นเงิน 10,000บาท กับทองคำหนัก 1 บาท จากโจทก์ แต่โจทก์ทั้งสามทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 อายุยังไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ จึงได้พูกกันแต่เพียงให้มีการแต่งงานกันตามประเพณี ไม่ได้พูดถึงเรื่องจดทะเบียนสมรสโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินสอดคืน ส่วนค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสสูงเกินไปศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"มีปัญหาว่าโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 3มีเจตนาจะทำพิธีสมรสกันตามประเพณีและอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาโจทก์ที่ 3 มาเบิกความว่ารู้จักจำเลยที่ 1 บิดาจำเลยที่ 3เพราะเคยเดินทางไปซื้อโคกระบือด้วยกัน บ้านอยู่ห่างหัน 10 กิโลเมตรเศษ มีถนนติดต่อสะดวก ก่อนมีการตกลงแต่งงานระหว่างโจทก์ที่ 3กับจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องอายุของคู่สมรส หลังจากรู้จากโจทก์ที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ยอมให้โจทก์ที่ 3 ร่วมประเวณีหลังจากแต่งงานแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไปขอเงินสดและสร้อยคอทองคำซึ่งเป็นสินสอดทองหมั้นคืน เมื่อฝ่ายจำเลยที่ 3 ไม่ยอมให้ จึงไปร้องเรียนที่อำเภอวัฒนานครให้ช่วยจัดการให้ แต่ทางอำเภอจัดการให้ไม่ได้เพราะจำเลยที่ 3 มีอายุเพียง 16 ปี

ยังแต่งงานไม่ได้หากโจทก์ที่ 1 ทราบจากฝ่ายจำเลยว่า จำเลยที่ 3 มีอายุไม่ครบสมรสตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 จะไม่ยอมเสียสินสอดให้ฝ่ายจำเลย ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 2 มารดาและจำเลยที่ 3 มาเบิกความว่าเมื่อโจทก์ทั้งสามมาสู่ขอ จำเลยที่ 3 ไม่เคยพูดว่าแต่งงานแล้วจะไปจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย และหลังแต่งงานแล้วก็ไม่เคยพูด ก่อนแต่งงานโจทก์ทั้งสามมาสอบถามอายุจำเลยที่ 3 จึงบอกว่าอายุ 15 ปี ฝ่ายโจทก์ได้ขอวันเดือนปีเกิดไปด้วย เมื่อได้ชั่งน้ำหนักคำเบิกความของทั้งสองฝ่ายแล้ว ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่าฝ่ายโจทก์เคยมาสอบถามอายุและขอวันเดือนปีเกิดของจำเลยที่ 3 ไปนั้น มีเหตุผลน่าเชื่อเพราะการที่บุคคลทั้งสองฝ่ายจะจัดให้บุตรของตนทำการสมรสกันนั้นย่อมจะต้องมีการสอบถามอายุของบุคคลที่จะให้มีการสมรสกันก่อนทั้งนี้เพื่อจะจัดหาวันเวลาที่เป็นฤกษ์เพื่อแต่งงานกันตามธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยซึ่งมีมาช้านาน และเป็นที่รู้กันทั่วไป ที่ฝ่ายโจทก์นำสืบว่าไม่ได้สอบถามอายุจำเลยที่ 3 และฝ่ายจำเลยไม่เคยบอกเรื่องอายุของจำเลยที่ 3 นั้นฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงเชื่อว่าฝ่ายโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 มีอายุยังไม่ครบกำหนดที่จะจดทะเบียนสมรสได้

การที่ฝ่ายโจทก์ยอมให้มีการสมรสกันตามประเพณีจึงเชื่อได้ว่ามีเจตนาจะให้อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายมีปัญหาต่อไปว่า ฝ่ายโจทก์มีสิทธิเรียกเงิน 10,000 บาทและสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท คืนจากฝ่ายจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจะให้โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 3 ทำพิธีสมรสกันตามประเพณีและอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ต้องจดทะเบียนสมรสแล้วการที่โจทก์ให้เงินจำนวน 10,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทแก่ฝ่ายจำเลย จึงมิใช่เงินสินสอดตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีนี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สุนทร จันทรศักดิ์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้