Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3136/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บันทึกข้อตกลงที่ร.ยกที่ดินให้เทศบาลเมืองยโสธรโจทก์สร้างตลาดสดโดยมีข้อตกลงว่าร.จะสร้างอาคารพาณิชย์ให้เสร็จครบทุกหลังภายในกำหนด 3 ปี นับแต่โจทก์สร้างตลาดสดเสร็จและเปิดดำเนินการ และจะยกกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ 2 คูหาโดยจะสร้างเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่สร้างตลาดสดเสร็จแล้วเปิดดำเนินการ แล้วโจทก์จะให้ร.เช่าอาคารพาณิชย์2 คูหา มีกำหนด 12 ปี ค่าเช่าคู่หาละ 200 บาท ต่อเดือนหากร.สร้างไม่เสร็จตามกำหนด ก็จะต้องเสียค่าเช่าตามอัตราดังกล่าวแก่โจทก์มีกำหนด 12 ปี เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดบุคคลสิทธิขึ้นในอันที่จะเรียกร้องให้บังคับกันได้ตามกฎหมายระหว่างโจทก์และร. จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำ ร.มาทำความตกลงกับโจทก์ และยังได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และร.ด้วย จำเลยที่ 1 ย่อมจะทราบดีอยู่แล้วว่าร.มีข้อผูกพันที่จะต้องปฎิบัติ ต่อโจทก์ให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าวนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีต่อจากส.จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ จำเลยที่ 1ชอบที่จะดำเนินการเรียกร้องให้ ร.ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้แต่จำเลยที่ 1 หาได้กระทำการดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 1คงปล่อยปละละเลยเรื่องมาจนกระทั่งร.ถึงแก่กรรมและจำเลยที่ 1 ก็ยังปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปเป็นเวลาเนิ่นนานถึง 7 ปี โดยมิได้ฟ้องบังคับเอาแก่ทายาทของร.จนคดีขาดอายุความมรดกแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นปลัดเทศบาล จำเลยที่ 2 ได้ไปทวงถามทายาทของร.ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมายอันเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้ว ส่วนอำนาจในการฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2หาได้มีอำนาจเช่นนั้นไม่ จำเลยที่ 2จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ร.ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2521 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคแรกบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับเอาแก่ทายาทของร.ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ร.ถึงแก่กรรมแต่จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ฟ้องคดีจนขาดอายุความจึงถือได้ว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันพ้นกำหนดอายุความคือวันที่ 13 เมษายน 2522 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของโจทก์ระหว่างปี 2518 ถึงปี 2528 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดเทศบาลของโจทก์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2521 ถึงเดือนธันวาคม 2524 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2516 นายรังสรรค์ โสธรวิทย์ ได้ทำบันทึกตกลงยกที่ดินที่สี่แยกถนนวิทยธำรงตัดกับถนนรัตนเขต ตำบลในเมืองอำเภอเมืองยโสธร เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน ให้โจทก์สร้างตลาดสดโดยมีข้อตกลงว่านายรังสรรค์จะสร้างอาคารพาณิชย์ให้เสร็จครบทุกหลังภายในกำหนด 3 ปี นับแต่โจทก์สร้างตลาดสดเสร็จและเปิดดำเนินการและจะยกกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ 2 คูหา โดยจะสร้างให้เสร็จภายใน 2 ปีนับแต่สร้างตลาดสดเสร็จและเปิดดำเนินกิจการ แล้วโจทก์จะให้นายรังสรรค์เช่ามีกำหนด 12 ปี

ค่าเช่าคูหาละ 200 บาท ต่อเดือนหากสร้างไม่เสร็จตามกำหนดก็จะต้องเสียค่าเช่าตามอัตราดังกล่าวแก่โจทก์มีกำหนด 12 ปี โจทก์สร้างตลาดสดเสร็จและเปิดดำเนินกิจการในปี 2518 แต่นายรังสรรค์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่บริหารกิจการของโจทก์ก็ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง หลังนายรังสรรค์ถึงแก่กรรมในปี 2521 แล้วก็ไม่ฟ้องร้องบังคับเอาแก่กองมรดกของนายรังสรรค์จนเกิน 1 ปี ขาดอายุความไม่อาจฟ้องร้องได้ เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่จะได้คือค่าเช่าอาคารพาณิชย์เดือนละ 400 บาท รวม 144 เดือนเป็นเงิน57,000 บาท (ที่ถูก 57,600 บาท) และมูลค่าอาคารพาณิชย์โจทก์ 2 คูหา

คิดราคาในขณะนั้นเป็นเงิน 272,026 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 329,626 บาท โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในวันที่ 10 ตุลาคม 2528โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 329,626 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า บันทึกตกลงตามฟ้องเป็นการยกให้ซึ่งทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า แต่จนกระทั่งถึงแก่กรรมนายรังสรรค์ โสธรวิทย์ ยังไม่มีที่ดินที่จะสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญา ที่ดินรอบ ๆ ตลาดสดเทศบาลเมืองยโสธรเป็นของบริษัทโสธรวิทย์หรือสหโสธรวิทย์

นายรังสรรค์มิได้ทำสัญญาจะยกให้โจทก์ในนามของบริษัทดังกล่าว ขณะทำสัญญานายรังสรรค์ไม่มีและมิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จะยกให้โจทก์ สัญญายกให้จึงไม่สมบูรณ์ใช้บังคับไม่ได้อย่างไรก็ดีจำเลยที่ 1 ได้สั่งและกำชับจำเลยที่ 2ให้ทวงถามและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทายาทและกองมรดกของนายรังสรรค์อยู่ตลอดเวลา แต่จำเลยที่ 2 รายงานว่ายังไม่อาจดำเนินคดีได้เพราะทายาทของนายรังสรรค์กำลังฟ้องร้องกันอยู่ยังไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลได้มีคำสั่งตั้งนายเต็กอู่เป็นผู้จัดการมรดก โจทก์จึงยังมีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายเต็กอู่ผู้จัดการมรดกของนายรังสรรค์ได้คดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์ชอบที่จะฟ้องผู้จัดการมรดกของนายรังสรรค์ให้ชดใช้ค่าเสียหาย

กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1ยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กับนายรังสรรค์ โสธรวิทย์ ไม่เคยทำสัญญากันตามสำเนาบันทึกข้อตกลงท้ายฟ้อง หากจะมีเอกสารตามบันทึกดังกล่าวก็เป็นเพียงว่าข้อตกลงซึ่งคู่สัญญามิได้ลงลายมือชื่อไว้ ไม่เป็นหนังสือสัญญา ใช้บังคับไม่ได้ ข้อสัญญาที่อ้างว่านายรังสรรค์สัญญาจะยกอาคารพาณิชย์ให้เป็นคำมั่นจะให้อสังหาริมทรัพย์ มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่สมบูรณ์เป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาอาคารพาณิชย์และค่าเช่าอาคารพาณิชย์ที่นายรังสรรค์สัญญาว่าจะให้แก่โจทก์เป็นดอกผลของอาคารพาณิชย์

โจทก์มิใช่เจ้าของอาคารพาณิชย์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าเช่าจากนายรังสรรค์โจทก์ไม่เคยส่งมอบหลักฐานหรือแจ้งเรื่องข้อตกลงรายนี้แก่จำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดการและไม่ต้องรับผิดจำเลยที่ 2มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย หากจะถือว่าโจทก์มีอำนาจบังคับนายรังสรรค์ให้ส่งมอบอาคารพาณิชย์และค่าเช่าโจทก์ก็มีอำนาจบังคับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 เพราะนายรังสรรค์ต้องส่งมอบอาคารพาณิชย์และค่าเช่าให้โจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่สร้างตลาดเสร็จ และตลาดสดสร้างเสร็จและเปิดใช้ตั้งแต่ปี 2518 ก่อนจำเลยที่ 2 จะมารับตำแหน่ง แต่โจทก์ละเลยไม่ดำเนินการฟ้องร้องอย่างไรก็ตามโจทก์ยังมีสิทธิที่จะฟ้องนายรังสรรค์หรือทายาทได้โจทก์จะยกเอาอายุความเป็นเหตุไม่ฟ้องไม่ชอบเพราะอายุความนั้นถ้าจำเลยไม่ต่อสู้ศาลก็ยกขึ้นไม่ได้

ดังนั้นหากโจทก์จะได้รับความเสียหายก็เป็นความบกพร่องละเลยของโจทก์เอง มิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 เป็นปลัดไม่มีหน้าที่และรับผิดเกี่ยวกับการฟ้องร้องบังคับคดี การที่จำเลยที่ 2ไม่ฟ้องร้องบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์ได้รู้ถึงการกระทำละเมิดของจำเลยและรู้ว่าจำเลยจะต้องรับผิดแล้วตั้งแต่มีการประชุมสภาเทศบาลเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2527

โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันรู้ คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง อาคารพาณิชย์ 2 คูหา มีราคาไม่เกิน 100,000 บาท ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ไม่เกินเดือนละ 100 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาจะต้องวินิจฉัยในข้อแรกมีว่า มีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนายรังสรรค์ โสธรวิทย์ หรือไม่หากมีการทำบันทึกข้อตกลง บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีนายสุรพล กาญจนวิจิตร นายประจักษ์ จินาพันธ์ และนายสำรวย จันทนปเป็นพยานเบิกความว่า ในเดือนกันยายน 2516นายรังสรรค์ได้มาทำความตกลงกับโจทก์ว่า นายรังสรรค์จะยกที่ดินจำนวน 4 ไร่เศษ ให้แก่โจทก์ เพื่อทำการก่อสร้างตลาดสด

เมื่อโจทก์ก่อสร้างตลาดสดเสร็จ นายรังสรรค์จะก่อสร้างอาคารพาณิชย์รอบตลาดสดดังกล่าว และจะยกอาคารพาณิชย์จำนวน 2 คูหา หมายเลข 52 และ 53 ตามแบบแปลนเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่โจทก์ โดยนายรังสรรค์จะเช่าอาคารพาณิชย์ทั้ง 2 คู่หา นั้นจากโจทก์ในราคาค่าเช่าเดือนละ 200 บาท ต่อคูหา หากนายรังสรรค์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์2 คูหาไม่เสร็จภายในกำหนด 2 ปี นับแต่ตลาดสดเปิดดำเนินการแล้วนายรังสรรค์จะต้องชำระค่าเช่าแก่โจทก์ตามอัตราดังกล่าว ปรากฎตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 (ตรงกับเอกสารหมาย ป.จ.1)นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายทองปอน งามหลอด ซึ่งดำรงตำแหน่งเสมียนหมวดช่าง เป็นพยานเปิดความว่า พยานเป็นผู้พิมพ์ต้นฉบับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีแต่คำเบิกความของตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ขณะรับมอบงานไม่เคยเห็นต้นฉบับบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนายรังสรรค์ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่ามีการทำต้นฉบับเอกสารหมาย จ.1 จริง คำเบิกความของพยานโจทก์ไม่มีข้อพิรุธในขณะที่มีการทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1 นั้น นายสุรพลดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเป็นผู้แทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับข้อตกลงส่วนนายประจักษ์และนายสำรวยดำรงตำแหน่งเทศมนตรีได้ลงลายมือชื่อในฐานะพยาน และนายทองปอนลงลายมือชื่อในฐานะผู้พิมพ์พยานโจทก์ทุกปากล้วนเกี่ยวข้องกับบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนายรังสรรค์โดยตรง คำเบิกความของพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเพียงคำเบิกความลอย

ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำนายรังสรรค์มาทำความตกลงกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 ก็ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ามีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนายรังสรรค์จริง ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ข้อความในสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 แล้วเห็นว่า เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดบุคคลสิทธิขึ้นในอันที่จะเรียกร้องให้บังคับกันได้ระหว่างโจทก์และนายรังสรรค์ จึงบังคับกันได้ตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับนายรังสรรค์และทายาทของนายรังสรรค์ให้รับผิดตามข้อตกลงเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า หลังจากที่นายสุรพลทำความตกลงกับนายรังสรรค์แล้ว โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างตลาดสดจนแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการในปี 2518แต่นายรังสรรค์มิได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามข้อตกลงระหว่างนี้นายสุรพลพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี จำเลยที่ 1เข้าดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีต่อมา แต่จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้นายรังสรรค์ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้จนกระทั่งปี 2521 นายรังสรรค์ถึงแก่กรรม จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการฟ้องบังคับเอาแก่ทายาทของนายรังสรรค์กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนคดีขาดอายุความ

ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับเอาแก่กองมรดกของนายรังสรรค์ได้ ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ไปติดตามทวงถามทายาทของนายรังสรรค์ จำเลยที่ 2ไปทวงถามแล้ว แต่ขณะนั้นทายาทของนายรังสรรค์อยู่ระหว่างขอจัดการมรดกของนายรังสรรค์จึงยังไม่อาจดำเนินการอย่างใดได้ต่อมาเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งนายเต็กอู่เป็นผู้จัดการมรดกของนายรังสรรค์ จำเลยที่ 1 ได้ไปทวงถามแต่ไม่พบนายเต็กอู่ จำเลยที่ 1 ยังมิได้ฟ้องคดีเนื่องจากหาต้นฉบับเอกสารตัวจริงไม่พบ และคิดว่านายเต็กอู่จะยกที่ดินให้โจทก์ เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำนายรังสรรค์มาทำความตกลงกับโจทก์ และยังได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และนายรังสรรค์ด้วยดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว

จำเลยที่ 1 ย่อมจะทราบดีอยู่แล้วว่านายรังสรรค์มีข้อผูกพันที่จะต้องปฏิบัติต่อโจทก์ให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าวนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีต่อจากนายสุรพล จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้แทนโจทก์จำเลยที่ 1 ชอบที่จำดำเนินการเรียกร้องให้นายรังสรรค์ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ แต่จำเลยที่ 1 หาได้กระทำการดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 1คงปล่อยปละละเลยเรื่อยมาจนกระทั่งนายรังสรรค์ถึงแก่กรรมในปี 2521และจำเลยที่ 1 ก็ยังปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปจนถึงปี 2528 เป็นเวลาเนิ่นนานถึง 7 ปี โ่ดย มิได้ฟ้องบังคับเอาแก่ทายาทของนายรังสรรค์จนคดีขาดอายุความมรดกแล้ว เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย

อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ได้ความตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 ได้ไปทวงถามทายาทของนายรังสรรค์ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมายอันเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้วส่วนอำนาจในการฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2หาได้มีอำนาจเช่นนั้นไม่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์ ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดโจทก์มีนายสมจิตร ไชยราช ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีต่อจากจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถฟ้องบังคับให้ทายาทของนายรังสรรค์ชำระค่าเช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เป็นเงินเดือนละ 400 บาท

นับแต่ปี 2521 เป็นระยะเวลา 12 ปี เป็นเงิน 57,600 บาท และไม่สามารถฟ้องบังคับให้ทายาทของนายรังสรรค์โอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์จำนวน 2 คูหาให้แก่โจทก์ได้ ซึ่งค่าเสียหายส่วนนี้โจทก์คิดตามมูลค่าอาคารพาณิชย์เป็นเงิน 272,026 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 329,626 บาท และมีนายสมพงษ์ โสรัจจ์ ซึ่งรักษาการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธรเป็นพยานเบิกความว่า มูลค่าอาคารพาณิชย์นั้นถือตามราคาประเมินของสำนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงความเสียหายของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในข้อนี้ไว้ ทั้งยังนำสืบข้อเท็จจริงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์อีกด้วย ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า

โจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จข้อเท็จจริงได้ความตามรายการสอบข้อเท็จจริงเอกสารหมาย จ.7 ว่านายรังสรรค์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2521 ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคแรก บังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับเอาแก่ทายาทของนายรังสรรค์ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่นายรังสรรค์ถึงแก่กรรม แต่จำเลยที่ 1ปล่อยปละละเลยไม่ฟ้องคดีจนขาดอายุความ จึงถือได้ว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันพ้นกำหนดอายุความ คือ วันที่ 13 เมษายน 2522จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปแต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10ตุลาคม 2528 จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2528 ตามที่โจทก์ขอพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 329,626 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ วิธุรัติ · ยงยุทธ ธารีสาร · อัตรวิทย์ สุมาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้