Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3152/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่คัดค้านผู้พิพากษาทุกคนที่จะทำการพิจารณาคดีโจทก์ในศาลชั้นต้น ด้วยเหตุคำคัดค้านไม่ต้องด้วยบทบัญญัติเรื่องการคัดค้านผู้พิพากษา ดังนี้เท่ากับเป็นการไม่รับคำคัดค้านไว้พิจารณา มิใช่เป็นการสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 14ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยไม่ส่งสำนวนไปให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าวินิจฉัย ตามมาตรา 13 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวนั้นชอบแล้ว คณะกรรมการตุลาการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการกำหนดไว้ได้โดยอิสระ มิได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีฯ จึงไม่มีอำนาจที่จะแต่งตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนกรรมการตุลาการเป็นรายคนหรือทั้งคณะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีอำนาจสอบสวนและลงมติตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง เมื่อไม่ได้กระทำไปโดยอคติ หรือไม่ยุติธรรม หรือไม่สุจริต ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 157 ป.วิ.พ. มาตรา 13 ป.วิ.พ. มาตรา 14 ป.วิ.พ. มาตรา 18 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 มาตรา 176 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.2521 มาตรา 34 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.2521 มาตรา 39 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.2521 มาตรา 63 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.2521 มาตรา 64

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83,91 และยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาศาลชั้นต้นทุกคนรวมทั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาคและรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือผู้พิพากษาอื่นที่จะได้รับมอบหมายให้พิจารณาคดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและคำฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์กรณีคัดค้านผู้พิพากษาทุกคนเพราะเหตุคัดค้านไม่ต้องด้วยบทบัญญัติกฎหมายเรื่องการคัดค้านผู้พิพากษาเท่ากับเป็นการไม่รับคำคัดค้านไว้พิจารณมิใช่เป็นการสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 14 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาของโจทก์โดยไม่ส่งสำนวนไปให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งหมดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศาลชั้นต้นควรจะทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อนจึงจะเป็นการชอบด้วยกฎหมายนั้นศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์กล่าวหาว่ากระทำความผิดเพราะโจทก์ได้ร้องเรียนขอให้สอบสวนลงโทษทางวินัยแก่คณะกรรมการตุลาการฐานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เที่ยงธรรมและโดยไม่สุจริตหลายครั้ง สาเหตุเนื่องจากคณะกรรมการตุลาการซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 ลงมติว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษโจทก์ออกจากราชการ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่โดยไม่แต่งตั้งกรรมการสอบสวนตามที่โจทก์ร้องเรียนนั้น เห็นว่า คณะกรรมการตุลาการประกอบด้วยกรรมการตามที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

พ.ศ. 2521 กำหนดไว้กรรมการบางคนเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและบางคนได้รับเลือกตั้งโดยข้าราชการตุลาการตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมาย แม้กรรมการตุลาการบางคนจะเป็นข้าราชการตุลาการซึ่งยังรับราชการอยู่ แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการฯ กำหนดไว้นั้น กรรมการทุกคนต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกฎหมายพิเศษดังกล่าวโดยอิสระหาได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็มิได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะแต่งตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนกรรมการตุลาการเป็นรายคนหรือทั้งคณะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว

การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 โจทก์ฟ้องว่ากระทำผิดเพราะลงมติด้วยเสียงข้างมากกว่า โจทก์กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและลงโทษให้ออกจากราชการโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องยุติธรรมนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2ถึงที่ 13 ในฐานะที่เป็นกรรมการตุลาการได้ลงมติไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่อาจที่จะกล่าวอ้างได้ว่าไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 จึงไม่เป็นความผิด ส่วนจำเลยที่ 14 และที่ 15 นั้น โจทก์ฟ้องว่ากระทำผิดเพราะลงมติโดยอคติว่าโจทก์กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงสมควรลงโทษไล่ออกจากราชการซึ่งเป็นมติที่ไม่ยุติธรรม ไม่สุจริต และทำไปตามคำสั่งหรือคำบงการของจำเลยที่ 4 และที่ 8 นั้น

เห็นว่า ที่จำเลยที่ 14 และที่ 15 ลงมติว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น ก็กระทำไปตามหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งโจทก์มิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 14 และที่ 15 กระทำการอย่างไรที่แสดงว่าเป็นการกระทำโดยอคติ ไม่ยุติธรรม ไม่สุจริตหรือทำไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 4 และที่ 8 เพียงแต่โจทก์ถูกจำเลยที่ 14 และที่15 ซึ่งเป็นกรรมการสอบสวนมีมติว่าโจทก์ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะถือว่าจำเลยที่ 14 และที่ 15กระทำการหรือละเว้นกระทำการตามหน้าทีโดยมิชอบหรือโดยทุจริตหาได้ไม่ การกระทำของจำเลยที่ 14 และที่ 15จึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเช่นเดียวกัน เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 ไม่เป็นความผิดแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อโจทก์ยืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่ทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อนจึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประชา บุญวนิช · เธียร ยูงทอง · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2543

การที่จำเลยที่ 3 จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ เป็นอำนาจบริหารงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ในตำแหน่งประธานศาลฎีกา และไม่มีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2568

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าท…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 713892)

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ยื่นภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2324/2567

จําเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ม. ผู้เสียหาย ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติฉบับนี้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้