Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3185/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ข้อความที่ ธ. ให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่เพิกถอนการให้ความยินยอมแก่ น. ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1469 ที่ให้สิทธิสามีหรือภริยาสามารถบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาได้ในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า น. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วตั้งแต่ขณะ น. ยังมีสิทธิตามข้อตกลงในการแบ่งสินทรัพย์ เนื่องจากยังมิได้ถูกบอกล้าง ผลของการบอกล้างดังกล่าวจึงไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริต ตามความตอนท้ายของ ป.พ.พ. มาตรา 1469 เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยสุจริต โจทก์จึงยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยและบริวารร่วมกันชำระเงินค่าใช้สอยที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าในอัตราเดือนละ 131,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 114030 ถึง 114037 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และอาคารคลังเก็บสินค้าเลขที่ 4/653 หมู่ 8 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยชำระเงินในอัตราเดือนละ 15,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากเดือนที่ฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 1,500 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่านายธงชัย เป็นสามีของนางนิตยา มีบุตรด้วยกัน 8 คน รวมทั้งโจทก์ นายธงชัยและนางนิตยาประกอบอาชีพค้าขายเหล็กใช้ชื่อร้านว่าร้านซงไท โดยบุตรทั้ง 8 คน รวมทั้งโจทก์ต่างมีหน้าที่ช่วยเหลือกิจการของร้านค้าเหล็กดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งปี 2530 มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้น ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2541 นายธงชัยและนางนิตยาได้ทำหนังสือข้อตกลงในการแบ่งสินทรัพย์ซึ่งเป็นสินสมรสกัน ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อตกลงว่าที่ดินตามข้อ 4 ถึงข้อ 7 ได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 114030 ถึง 114037 ที่พิพาทนายธงชัยยกให้แก่นางนิตยาเป็นสินส่วนตัวไม่ขอเกี่ยวข้องอีกต่อไป และต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 นายธงชัยได้ทำหนังสือยินยอมให้นางนิตยาทำนิติกรรมใดๆ ในที่ดินพิพาทได้ตามความประสงค์ และให้ความยินยอมล่วงหน้าไว้ด้วยว่า

นายธงชัยจะไม่ขอยกเลิกเพิกถอนการให้ความยินยอมตามหนังสือยินยอมโดยเด็ดขาดและตลอดไป หลังจากนั้นนางนิตยาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยจดทะเบียนโอนให้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2542 และต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2544 นายธงชัยได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวไปยังนางนิตยา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าหลังจากนายธงชัยบอกเลิกสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแล้วโจทก์ยังมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทอยู่หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อความที่นายธงชัยให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่เพิกถอนการให้ความยินยอมโดยเด็ดขาดและตลอดไปเป็นข้อความที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี และฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ นายธงชัยจึงยังมีสิทธิบอกเลิกเพิกถอนการให้ความยินยอมและบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้และเมื่อนายธงชัยได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสไปยังนางนิตยาแล้วกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมกลับเป็นสินสมรสของนายธงชัยและนางนิตยาดังเดิมนั้น เห็นว่า แม้ข้อความที่นายธงชัยให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่เพิกถอนการให้ความยินยอมแก่นางนิตยาในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ

เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่ให้สิทธิสามีหรือภริยาสามารถบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาได้ในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นางนิตยาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วตั้งแต่ขณะนางนิตยายังมีสิทธิตามข้อตกลงในการแบ่งสินทรัพย์เนื่องจากยังมิได้ถูกบอกล้าง ผลของการบอกล้างดังกล่าวจึงไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริตตามความตอนท้ายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาทำนองว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ได้วางแผนให้นายธงชัยแบ่งทรัพย์สินให้นางนิตยาแล้วให้นางนิตยายกที่ดินพิพาทให้โจทก์อีกทอดหนึ่งนั้น

ก็ได้ความจากคำเบิกความของนางนิตยาว่า เหตุที่นางนิตยายกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพียงผู้เดียวก็เพราะนายธงชัยแบ่งเอาทรัพย์สินไปเกือบหมดข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงไม่พอที่จะรับฟังว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริต โจทก์จึงยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ ข้ออ้างอื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวและไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ดูเพียงจากเอกสารซึ่งมิได้บ่งบอกหรือแสดงความเสียหายของโจทก์แล้วกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ถึงเดือนละ 40,000 บาท จึงสูงเกินไปนั้น

เห็นว่า แม้โจทก์มีเพียงภาพถ่ายประกอบคำเบิกความ แต่ภาพดังกล่าวก็แสดงถึงตัวอาคารที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้าที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์เบิกความว่า เนื้อที่ถึง 810 ตารางเมตร และลานจอดรถซึ่งมีเนื้อที่ถึง 1 ไร่เศษ นอกจากนี้ยังได้ความว่าที่พิพาทอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้ความเจริญและมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจอีกด้วย การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท จากที่โจทก์เรียกร้องเอาถึงเดือนละ 131,000 บาท จึงนับว่าเหมาะสม ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลียว พลวิเศษ · พิทักษ์ คงจันทร์ · ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3857/2562

จำเลยแก้ฎีกาอ้างข้อเท็จจริงว่าคุ้นเคยสนิทสนมกับ ฉ. และได้โทรศัพท์ขอบคุณ ฉ. ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกา ก็ไม่ใช่ข้อที่ได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2562

เงินช่วยเหลือสมาชิกเสียชีวิตที่จำเลยจ่ายในกรณีเสียชีวิตของพลโท บ. ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยไม่ใช่เงินที่พลโท บ. ได้มาระหว่างสมรสกับผู้ร้องสอดที่ 1 จึงไม่ใช่สินสมรส ใบสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่พลโท บ. ทำไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3376/2559

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าบันทึกข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16037/2555

สัญญาให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ทำขึ้นขณะที่โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ซึ่งข้อความในสัญญาเป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยไม่มีข้อความใดในสัญญากล่าวถึงการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย ดัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2546

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยานศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งงดสืบพยานและให้คู่ความรอฟังคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้