Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ก่อนตกลงซื้อที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกพืชผลและปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว โจทก์จะอ้างว่าจดทะเบียนโดยสุจริตหาได้ไม่ เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมแม้จะยังมิได้จดทะเบียนก็ยกเป็นข้อต่อสู้ โจทก์ซึ่งมิได้จดทะเบียนโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิจากเจ้าของเดิม โจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงเรื่องที่จำเลยเช่าที่ดินเพื่อเลี้ยงปลา คดีจึงไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่าเพื่อเลี้ยงปลาที่โจทก์ที่ 2และที่ 3 ฎีกาว่า การเช่าที่ดินของจำเลยซึ่งเช่าจากโจทก์ที่ 2และที่ 3 ได้มีการเปลี่ยนลักษณะของการเช่าที่ดินจากการเช่าเพื่อทำนามาเป็นการเช่าเพื่อเลี้ยงปลา ย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่าและให้จำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่าแล้ว โจทก์ที่ 2และที่ 3 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยนั้น เป็นเรื่องนอกประเด็นแห่งคดีศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินตามตราจองเลขที่ 119 ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราเนื้อที่ 20 ไร่ 68 ตารางวา โดยซื้อและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยเจ้าของเดิม โจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยอีกต่อไป จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสามเสียหายปีละไม่น้อยกว่า 30,000บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามปีละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินจำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องที่ดินตามที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างนั้นจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์รวมเนื้อที่ 13 ไร่ โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 35 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์

โจทก์ที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้ส่วนที่ดินของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เนื้อที่ 6 ไร่ 78 ตารางวา นั้นจำเลยเช่าทำนามากกว่า 10 ปี สัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดโจทก์ที่ 2และที่ 3 มิได้บอกเลิกการเช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์ที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีว่า

โจทก์ที่ 1ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งปลูกมะม่วง ต้นกล้วย และปลูกบ้านของตน 1 หลัง ซึ่งมีลักษณะถาวร กับปลูกบ้านของบุตรสาวจำเลยอีก 2 หลังมากว่า 10 ปี และโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า นายกล้าเป็นผู้แนะนำให้โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาท นายกล้าบอกว่าผู้เลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทเช่าจากเจ้าของเดิม แสดงให้เห็นว่าก่อนที่โจทก์ที่ 1 จะตกลงซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทมานาน หากโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตก็น่าจะสอบถามจำเลยหรือบุตรจำเลยว่าเช่าที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ แต่โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าโจทก์ไปตรวจที่ดินพิพาทก่อนซื้อ 2 ครั้ง

ตอนไปตรวจที่ดินโจทก์ที่ 1ไม่พบใครเลยจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ไม่เคยเห็นโจทก์ที่ 1 ไปดูที่ดินพิพาท ทั้งโจทก์ที่ 1ก็ไม่ได้นำนายกล้ามาเบิกความว่าได้บอกกับโจทก์ที่ 1 เรื่องจำเลยเช่าที่ดินพิพาทกันอย่างไรบ้าง และคำเบิกความของโจทก์ที่ 1ก็ไม่ปรากฏว่าก่อนตกลงซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 ได้ติดต่อสอบถามนางจรูญ สวัสดิ์บุรี นางสาวสุมน ไกรฤกษ์ ผู้ขายที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่โจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ กลับปรากฏว่านางจรูญ สวัสดิ์บุรี พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ติดต่อกับนายปรีชาและนายพนาสันต์กันเองไม่ได้ติดต่อกับพยานโดยตรง

พยานจึงไม่ทราบรายละเอียด แต่ทราบว่านายปรีชากับนายพนาสันต์ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยทำประโยชน์อยู่และโจทก์ที่ 1 ก็ทราบว่าจำเลยทำประโยชน์อยู่ก่อนซื้อที่ดินพยานหลักฐานจำเลยจึงน่าเชื่อว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนตกลงซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วโจทก์จะอ้างว่าจดทะเบียนโดยสุจริตหาได้ไม่ เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แม้จะยังมิได้จดทะเบียนก็ยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิได้จดทะเบียนโดยสุจริตได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ฎีกาโจทก์ที่ 1ฟังไม่ขึ้นโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า

การเช่าที่ดินของจำเลยซึ่งได้เช่าจากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้มีการเปลี่ยนลักษณะของการเช่าที่ดินจากการเช่าเพื่อทำนามาเป็นเช่าเพื่อเลี้ยงปลาย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าและให้จำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่าแล้วโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า

โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาท โดยอาศัยสิทธิจากเจ้าของเดิม โจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงเรื่องที่จำเลยเช่าที่ดินเพื่อเลี้ยงปลา คดีจึงไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่าเพื่อเลี้ยงปลาดังโจทก์ทั้งสามฎีกาฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นเรื่องนอกประเด็นแห่งคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย สุขพรหม · ยงยุทธ ธารีสาร · ยรรยง ปานุราช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้