Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดฐานกระทำอนาจาร โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความจึงไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายพยานโจทก์ปากอื่นเพียงเห็นจำเลยกับผู้เสียหายยืนอยู่ใกล้ประตูเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมสามีผู้เสียหายเห็นผู้เสียหายเปิดประตูด้านหน้าออกมาพร้อมกับจำเลย ขณะนั้นผู้เสียหายนุ่งผ้ากระโจมอก นอกจากนี้ มีดคัทเตอร์ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยใช้เป็นอาวุธขู่บังคับผู้เสียหายให้ถอดเสื้อผ้าก็ไม่พบพยานหลักฐานโจทก์เพียงบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ให้การว่าผู้เสียหายถูกจำเลยใช้มีดคัทเตอร์ บังคับให้ถอดเสื้อผ้าและใช้ผ้ามัดปากมัดมือผู้เสียหายไขว้หลังให้นอนคว่ำหน้าบนเตียงนอนจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยฐานอนาจารได้ จำเลยรู้จักกับผู้เสียหาย และจำเลยเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายยินยอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ใบมีดโกน ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลย่อมไม่มีอำนาจริบ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจารผู้เสียหาย และบุกรุก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 364, 365, 91, 80, 33พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2525 มาตรา 3 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530 มาตรา 4 ริบของกลางและนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1500/2532คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3180/2532 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่2879/2533 ของศาลชั้นต้นจำเลยให้การปฏิเสธแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364, 365(1)(3), 278 เป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษข้อหากระทำอนาจารตามมาตรา 278 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 3 ปี ริบมีดโกนของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3180/2532, 2879/2533, 3701/2533 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาฐานบุกรุกและกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365(1)(3), 278 ด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจาร โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ จึงไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหาย คงมีแต่นายวิเชียร

ณรงค์เลิศธงไชยสามีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อพยานเคาะประตูด้านหลังเรียกผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่เปิดประตูรับพยานจึงปืนดูที่ช่องกระจกเหนือประตู เห็นผู้เสียหายกับจำเลยยืนอยู่ใกล้ประตูด้านหน้า พยานเข้าใจว่าเป็นคนร้ายจึงรีบไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจจากปากคำของนายวิเชียรจึงฟังไม่ได้ว่านายวิเชียรเห็นผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำอนาจารและได้ความจากสิบตำรวจโทพนม แสงนิล พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยว่า เมื่อสิบตำรวจโทพนมไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมกับนายวิเชียรได้เห็นผู้เสียหายเปิดประตูด้านหน้าออกมาพร้อมกับจำเลยขณะนั้นผู้เสียหายนุ่งผ้ากระโจมอก นอกจากนี้มีดคัทเตอร์ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยใช้เป็นอาวุธขู่บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าก็ไม่พบ

พยานหลักฐานโจทก์เพียงบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ให้การว่าผู้เสียหายถูกจำเลยใช้มีดคัทเตอร์บังคับให้ถอดเสื้อผ้าและใช้ผ้ามัดปากมัดมือผู้เสียหายไขว้หลัง ให้นอนคว่ำหน้าบนเตียงนอน จึงไม่มีน้าหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารได้ ส่วนความผิดฐานบุกรุกนั้น เห็นว่า เมื่อนายวิเชียรพาสิบตำรวจโทพนมไปจับกุมจำเลย ผู้เสียหายได้ไขกุญแจประตูด้านหน้าให้จำเลยออกมา ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าจำเลยได้เข้ามาทางประตูด้านหลัง ซึ่งหลุดและเปิดออกได้จึงไม่น่าเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะหากจำเลยบุกรุกเข้าไปในห้องทางประตูด้านหลังจำเลยก็น่าจะหลบหนีออกทางประตูด้านหลังได้โดยไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายไขกุญแจประตูด้านหน้า รูปคดีน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยรู้จักกับผู้เสียหายและจำเลยเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายยินยอมจำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาฐานบุกรุกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่งสำหรับใบมีดโกนของกลางนั้นข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลไม่มีอำนาจริบที่ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาให้ริบของกลางจึงมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์".

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล สระฏัน · เจริญ นิลเอสงฆ์ · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2546

ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้เสียหายไม่ได้กล่าวหาและเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ตั้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อหานี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10492/2558

ในคดีอาญาไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะในคดีแพ่งศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14822/2558

ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น แม้จะฟังได้ว่าจำเลยเป็นบุตรของ ญ. ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและได้รับความยินยอมจาก พ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทอีกค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8163/2557

จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุและกระทำอนาจารผู้เสียหายแล้วออกจากบ้านไป ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จากนั้นจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุโดยมีวัตถุของแข็งอีกครั้งเพื่อประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหา…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2554 (เลขอ้างอิง 510935)

ห้องนอนที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นห้องนอนเล็กๆ มีที่นอนและตู้เสื้อผ้าสำหรับคนเพียงคนเดียว ซึ่งในบันทึการตรวจค้นจับกุมก็ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ที่ซับในหมวกนิรภัยซึ่งวางอยู่พื้นห้องนอนข…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้