คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) (ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนนี้) เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา ระหว่างลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 84.9 ตารางวา ระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 โดยให้แก้ไขสารบัญทางทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991, 102992, 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย รวม 5 โฉนด กลับมาเป็นชื่อของลูกหนี้ตามฐานะเดิม
หากไม่สามารถกลับคืนสู่สถานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ราคาที่ดิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 (ซึ่งคงเหลือเนื้อที่ 35 ตารางวา) ซึ่งดาบตำรวจสมชายได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่สามารถเพิกถอนการโอนที่ดินและจำนองให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว มีอำนาจแต่งตั้งทนายความและคัดค้านคำร้องของผู้ร้องหรือไม่
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอำนาจจัดกิจการทรัพย์สินตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 ลูกหนี้จึงไม่อาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านได้
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนทรัพย์สินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 โดยให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 99818, 102026, 102027, 102991, 102992 และ 102993 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 และ 114 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 5 ร่วมรับผิดในที่ดินโฉนดเลขที่ 102026, 102027, 102991 ถึง 102993 เพียง 110,000 บาท
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้คัดค้านที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรกที่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อน คือ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่วินิจฉัยว่า เมื่อลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความเข้ามาคัดค้านในคดีได้นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินจากผู้คัดค้านที่ 1 ไปยังผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย ประมาณ 5 เดือนเศษ และต่อมาผู้คัดค้านที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว 1 แปลง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เสียเปรียบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ถือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายคดีนี้เอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้ จะนำพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งของศาลล้มละลายกลางในส่วนผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่ง แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 มีประเด็นที่เกี่ยวพันกับผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความเป็นพยานไว้แล้วเพียงแต่ศาลล้มละลายกลางไม่นำคำคัดค้านตลอดจนพยานหลักฐานที่ลูกหนี้ (ผู้คัดค้านที่ 1) นำเข้าสืบมาวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและทำคำสั่งใหม่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 99818 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 11.9 ตารางวา หรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ผู้คัดค้านทั้งห้าจึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผู้คัดค้านทั้งห้านำสืบโดยมีผู้คัดค้านที่ 1 นายทวี
ลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ และนายวิทยา หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวเป็นพยานว่า เจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 ห้างดังกล่าวได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18468 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อนำมาจัดสรรในโครงการทรัพย์อนันต์ 2 แต่เนื่องจากยังไม่ได้ขออนุญาตค้าที่ดินและต้องการความรวดเร็วในการดำเนินการ ทั้งการจัดสรรที่ดินต้องใช้เงินลงทุนทำการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกันก่อนที่จะขาย ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ จึงมอบหมายให้ตัวแทนที่เป็นหุ้นส่วนและลูกจ้างรวมทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน แต่ผู้คัดค้านทั้งห้าก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด
สยามน้ำทรัพย์ เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของที่ดินโดยการซื้อหรือชำระเงินค่าที่ดินแต่อย่างใด แม้จะได้ความต่อมาว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 18468 ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก 6 แปลง และผู้ถือกรรมสิทธิ์บางคนได้ขออนุญาตค้าที่ดินที่แบ่งแยก ก็เป็นเรื่องเจ้าของที่ดินแต่ละคนดำเนินการเป็นส่วนตัว ไม่มีชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่ามีการนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 102026, 102027 และ 99818 ฝากเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการกับทรัพย์สินของตนเองภายใต้ชื่อตัวการที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามน้ำทรัพย์ นั้น ก็มีแต่สำเนาใบรับฝากเงินซึ่งเป็นเพียงหลักฐานการฝากเงินเข้าบัญชี แต่ไม่มีรายละเอียดแสดง