Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3215/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำการขนส่งและรับทำการขนส่งสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ตลอดเส้นทางจากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่น ซึ่งต้องร่วมรับผิดในความสูญหายของสินค้ากับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งด้วยการทำหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 ในการทำหนังสือกับจำเลยที่ 3 เพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางกับรับค่าระวางและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทน ลำพังการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 คงเข้าลักษณะเพียงเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งเกี่ยวกับการดำเนินการที่ท่าเรือปลายทางแทนผู้ขนส่งเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือผู้ขนส่งอื่น ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าผู้ส่งบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าไม่ครบหรือสินค้าสูญหายไปในระหว่างบรรจุสินค้าที่ท่าเรือต้นทาง เป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (9) จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดได้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหายไป 50 ชุด จึงเท่ากับว่าค่าเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องได้ คือ ไม่เกิน 500,000 บาท

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 84 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ป.วิ.พ. มาตรา 84/1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์สีไว้จากบริษัทซันคัลเลอร์ จำกัด จำนวน 510 ชุด โดยผู้ส่งสินค้าที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลโดยเรือปิยะภูมิจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าในระหว่างขนส่งเครื่องรับโทรทัศน์สีสูญหายไป 50 ชุด คิดเป็นค่าเสียหายที่เอาประกันไว้เป็นเงิน 243,657.93 บาท ผู้รับตราส่งเรียกให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบสินค้าและชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยและเป็นผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมาย

โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 247,362.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 243,657.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์มิได้รับประกันภัยสินค้าพิพาท และมิได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นเพียงเจ้าของเรือที่ให้บริษัทอาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) เช่าไปขนส่งสินค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้เป็นผู้ขนส่งหรือร่วมขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกในธุรกิจของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเท่านั้น สินค้าพิพาทมิได้สูญหายระหว่างขนส่ง หรืออยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 247,362.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 243,657.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า บริษัท ซันคัลเลอร์ จำกัด ผู้ซื้อ สั่งซื้อเครื่องรับโทรทัศน์สีจากบริษัทอเมเจอร์ โฟโต้ สโตร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขาย ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จำนวน 510 เครื่อง ผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งเพื่อขนสินค้าดังกล่าวทางทะเลจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังประเทศไทย ในรูปแบบการขนส่ง แบบสิงคโปร์ ซีวาย กรุงเทพ ซีวาย ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.43 ซึ่งเป็นแบบฟอร์มใบตราส่งของจำเลยที่ 1 ในชื่อ "ACTLINK CONTAINER LINES" และระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง ผู้ขายเป็นผู้ส่งและผู้ซื้อเป็นผู้ได้รับแจ้งการมาถึงของเรือ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งสินค้าให้แทน ซึ่งผู้ขนส่งอื่นก็ได้ตกลงรับขนสินค้าให้และออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่ง ตามใบตราส่งเอกสารหมาย

จ.14 หรือ ล.12 ทั้งใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.43 และใบตราส่งเอกสารหมาย จ.14 หรือ ล.12 ต่างก็ระบุถึงสินค้าไว้ว่า 510 ชุด และระบุหมายเลขตู้สินค้าและหมายเลขตรงตราผนึกไว้ตรงกัน คือ ตู้สินค้า หมายเลข อาร์ อี จี ยู 4936300 ดวงตราผนึกหมายเลข 113008 เส้นทางที่ใช้ขนส่ง คือ จากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ เรือที่ใช้ในการขนส่งสินค้าคือเรือปิยะภูมิซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 เรือปิยะภูมิเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2538 ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 23 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของผู้ขนส่งอื่นทำหนังสือเพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางจากรูปแบบการขนส่ง

แบบ ซีวาย หรือ เอฟ ซี แอล เป็นแบบ แอล ซี แอล ตามเอกสารหมาย จ.10 เมื่อเรือปิยะภูมิเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพแล้วได้มีการยกตู้สินค้าบรรจุสินค้าขึ้นจากเรือวางไว้ที่หน้าท่าเรือในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2538 จึงได้มีการเปิดตู้สินค้า เพื่อนำสินค้าเข้าเก็บรักษาในโกดังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีผู้เกี่ยวข้อง คือ ตัวแทนเรือ และเจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าหมายเลขตู้สินค้าในขณะนั้นคือหมายเลข อาร์ อี จี ยู 4936300 แต่ดวงตราผนึกไม่ใช่หมายเลข 113008 กลับกลายเป็นหมายเลข 817334 และสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว ขาดหายไปจำนวน 50 เครื่อง ตามเอกสารของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแสดงรายการสินค้าขาดและเกินจากบัญชีสินค้าเรือหมาย จ.11 เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าครั้งพิพาทนี้ จำเลยที่ 4 ได้ทำหน้าที่รับชำระค่าระวางเรือและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ส่วนโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายสูญหายของสินค้าไว้จากผู้ส่งและได้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าสูญหายให้แก่ผู้ส่งไปแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 คือผู้ขนส่งอื่นที่รับขนส่งสินค้าครั้งพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 ตกลงรับขนส่งสินค้าให้แก่ผู้ส่งแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งสินค้าให้แทน ซึ่งผู้ขนส่งอื่นก็ตกลงรับขนสินค้าให้และได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.14 หรือ ล.12 จากนั้นผู้ขนส่งอื่นก็ได้ใช้เรือปิยะภูมิทำการขนส่งสินค้าจากท่าเรือสิงคโปร์จนมาถึงท่าเรือกรุงเทพ เมื่อปรากฏตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.14 หรือ ล.12 ว่า ผู้ขนส่งอื่นที่เป็นผู้ประกอบการขนส่งและรับทำการขนส่งครั้งพิพาทแสดงออกที่มุมบนด้านขวาของใบตราส่งต่อลูกค้าที่มาว่าจ้างว่า

ตนมีชื่อว่า Regional Container Lines หรือใช้ชื่อย่อว่า RCL ที่มุมล่างด้านขวาของใบตราส่งในช่องที่ผู้ขนส่งต้องลงนามก็ระบุชื่อของผู้ขนส่งว่า Regional Container Lines ตามหนังสือรับรองความเป็นเจ้าของเรือปิยะภูมิเอกสารหมาย ล.1 ที่ทางการสิงคโปร์เป็นผู้ออกในช่องชื่อของเจ้าของเรือปิยะภูมิก็ระบุไว้ว่า Regional Container Lines เพียงแต่มีคำว่า Private Limited ต่อท้ายเข้ามาด้วย ซึ่งคำว่า Private Limited ที่ต่อท้ายเข้ามานั้นก็น่าจะมีความหมายเพิ่มเติมเพียงว่า ผู้ประกอบการที่ใช้ชื่อในการประกอบการว่า Regional Container Lines ซึ่งเป็นเจ้าของเรือปิยะภูมินั้น ในขณะมีการออกหนังสือรับรองดังกล่าวมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทเอกชนจำกัด

พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า Regional Container Lines หรือ RCL หรือ Regional Container Lines Private Limited เป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ก็ประกอบกิจการและรับผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นผู้ที่รับดำเนินการขนส่งสินค้าทางทะเลครั้งพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ตามชื่อในคำฟ้องที่สะกดเป็นภาษาไทยว่า "บริษัทรีจันนัล คอนเทนเนอร์ไลน์ส หรือเรเจียนนัล คอนเทนเนอร์ไลน์ส พีทีอี จำกัด" นั้น เป็นผู้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำการขนส่งและรับทำการขนส่งสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ตลอดเส้นทางจากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่น ซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในความสูญหายของสินค้าร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งครั้งพิพาททั้งในฐานะผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นเพราะจำเลยชื่อ Regional Container Lines Private Limited จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานใดที่นำสืบพิสูจน์ได้ว่า นอกจากการที่จำเลยที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งในครั้งพิพาทนี้ด้วยการทำหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 ในการทำหนังสือกับจำเลยที่ 3 เพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางจากรูปแบบการขนส่ง แบบ ซีวาย/ซีวายเป็นระบบ แอล ซี แอล กับรับค่าระวางและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทนแล้ว จำเลยที่ 4 ได้ทำหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าครั้งพิพาทอย่างไร ลำพังการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 นั้น คงเข้าลักษณะเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งที่เกี่ยวกับการดำเนินการที่ท่าเรือปลายทางแทนผู้ขนส่งเท่านั้นไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือผู้ขนส่งอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่ 23 มิถุนายน 2538 ก่อนที่เรือปิยะภูมิจะเดินทางมาถึงท่าเรือปลายทาง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นทำหนังสือเพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางจากรูปแบบการขนส่ง แบบ ซีวาย หรือ เอฟ ซี แอล เป็นระบบ แอล ซี แอล ตามเอกสารหมาย จ.10 จากนั้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2548 จึงได้มีการเปิดตู้สินค้าเพื่อนำสินค้าเข้าเก็บรักษาในโกดังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าหมายเลขตู้สินค้าในขณะเปิดตู้สินค้าคือหมายเลข

อาร์ อี จี ยู 4936300 แต่ดวงตราผนึกไม่ใช่หมายเลข 113008 ดังที่มีการปิดไว้ที่ท่าเรือต้นทาง กลับกลายเป็นหมายเลข 817334 เมื่อมีการตรวจนับสินค้าภายในตู้สินค้าโดยมีทั้งตัวแทนเรือและเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นสักขีพยาน ปรากฏว่าสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว ขาดหายไปจำนวน 50 เครื่อง ตามเอกสารของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแสดงรายการสินค้าขาดและเกินจากบัญชีสินค้าเรือหมาย จ.11 โดยที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งอื่น ไม่ได้มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า เหตุใดในระหว่างการขนส่งสินค้าจากท่าเรือสิงคโปร์จนถึงเวลาที่เปิดผนึกและตรวจนับสินค้าโดยมีสักขีพยานดังกล่าวซึ่งถือเป็นเวลาก่อนเวลาที่มีการส่งมอบสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพตามรูปแบบ

แอล ซี แอล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ถือว่าสินค้ายังอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น จึงได้มีการเปลี่ยนดวงตราผนึกตู้สินค้าไปจากหมายเลข 113008 ซึ่งเป็นหมายเลขที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มีการผนึกไว้เพื่อป้องกันการที่จะมีผู้ที่เข้าไปถึงสินค้าในตู้สินค้าได้โดยพลการก่อนที่มีการเปิดตู้สินค้าต่อหน้าทุกฝ่ายใครเป็นผู้เปลี่ยน ขณะเปลี่ยนดวงตราผนึก ซึ่งตามปกติผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลสินค้าควรต้องมีเอกสารหลักฐานบันทึกการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้นั้นหลักฐานดังกล่าวกล่าวไว้อย่างไร พยานหลักฐานในคดีจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อได้ว่าสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งในช่วงที่มีการนำดวงตราผนึกตู้หมายเลข 113008 ออกไป

ก่อนมีการผนึกดวงตราตู้สินค้าใหม่เป็นหมายเลข 817334 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สินค้ายังอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าผู้ส่งบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าไม่ครบหรือสินค้าสูญหายไปในระหว่างบรรจุสินค้าที่ท่าเรือต้นทางนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (9) จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะพิสูจน์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้เช่นนั้น ข้อต้อสู้ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 จะจำกัดความรับผิดได้เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ได้มีการระบุสินค้าไว้ในใบตราส่งมีสินค้าจำนวน 510 ชุด หน่วยการขนส่งในการขนส่งครั้งนี้จึงหมายถึง 1 ชุด ของสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 นั้น ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดได้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหายไป 50 ชุด เท่ากับว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ คือ ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยไปเพียง 243,657.93 บาท แล้วเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว ซึ่งไม่เกินวงเงิน 500,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในเงินจำนวน 243,657.93 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าต้องรับผิดเพียงไม่เกิน 19,500 บาท หรือ 10,000 บาท จึงฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ กับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลล่างทั้งสองให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รัตน กองแก้ว · พลรัตน์ ประทุมทาน · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13076/2558

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2540) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ที่จำเลยที่ 3 แนบท้ายอุทธรณ์มารับฟังว่า กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อคนตามข้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2558

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 69/2556

การที่สินค้าสูญหายไปจากตู้สินค้าโดยมีการนำถุงทรายมาแทนที่นั้นเป็นไปเพื่อเจตนาลวงว่าสินค้ายังอยู่ครบถ้วนในตู้สินค้าระหว่างขนส่งด้วยเหตุที่สินค้าที่สูญหายไปมีน้ำหนักถึง 3,243.20 กิโลกรัม และการที่ดวงตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4581/2552

พายุที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทะเลจีนใต้และมิใช่พายุที่มีความรุนแรงมิอาจคาดหมาย ทั้งก่อนออกเรือนายเรือก็ทราบข่าวพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดคลื่นลมแรง นายเรือยังอาจหลีกเลี่ยงไม่ไปเผชิญกับพายุโดยหยุดเรือรอจนกว่าค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549

แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคา FOB ก็ตาม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขาย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้