Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3225/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่ได้มาเบิกความ อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ บัญญัติให้ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพัง เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นดังนี้ เมื่อคำให้การของผู้เสียหายและ อ. ที่ว่าจำเลยใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะผู้เสียหาย แต่ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร ไม่ปรากฏบาดแผลที่ศีรษะของผู้เสียหายระบุไว้ และบันทึกคำให้การของ อ. ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า อ. เองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตลอดเพราะหลังจาก อ. เข้าไปห้ามระงับเหตุและถูกถีบออกมาแล้ว อ. ก็วิ่งหนีไปบ้านญาติ ประกอบกับได้ความจากพยานโจทก์ปาก อ. ภริยาของผู้เสียหายว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายดื่มสุราในงานศพจนมีอาการมึนเมา และสภาพภายในร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุที่พยานเคยไปเที่ยวนั้นจะเปิดไฟสลัวแสงสว่างไม่ชัดเจนซึ่งก็ขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย จึงเป็นพยานบอกเล่าที่ไม่มีน้ำหนักหนักแน่นเพียงพอที่จะใช้รับฟังลงโทษจำเลย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ประกอบมาตรา 105 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 1 ปี หากจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำหรือขั้นสูงแล้วแต่กรณีเหลือระยะเวลาเท่าใดให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 วรรคสาม กรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ควบคุมเพื่อฝึกอบรมเพิ่มอีก 1 วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานปากผู้เสียหายและนายอภิชาติ ซึ่งอยู่กับผู้เสียหายในที่เกิดเหตุมาเบิกความต่อศาลมีเพียงข้อเท็จจริงจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายอภิชาติซึ่งให้การทำนองเดียวกันว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายกับนางอุไรวรรณ ภริยาผู้เสียหายไปร่วมงานศพภายในหมู่บ้าน ผู้เสียหายให้นายอภิชาติซึ่งเป็นหลานขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้าน แต่เนื่องจากบ้านของผู้เสียหายอยู่ติดกับร้านคาราโอเกะซึ่งจำเลยกับพวกนั่งดื่มสุราและร้องเพลงเสียงดัง

ทำให้ผู้เสียหายนอนไม่หลับผู้เสียหายจึงเดินเข้าไปขอร้องให้เบาเสียงเพลงเนื่องจากต้องการพักผ่อน จำเลยกับพวกเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหาย โดยนายเน็คไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ต้นคอด้านหลังสามครั้ง ส่วนนายมดซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยใช้ขวดเบียร์ตีที่ศีรษะผู้เสียหาย หลังจากนั้นพวกของจำเลยยังเข้ามารุมกระทืบซ้ำจนผู้เสียหายสลบไป คดีนี้แม้ได้ความจากข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ผู้เสียหายป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแล้วออกจากบ้าน ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ส่วนนายอภิชาติเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งทำให้ไม่อาจมาเบิกความเป็นพยาน อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การของผู้เสียหายและนายอภิชาติซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2)

ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 บัญญัติให้ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพัง เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นดังนี้ เมื่อคำให้การของผู้เสียหายและนายอภิชาติที่ว่าจำเลยใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะผู้เสียหาย แต่ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร ไม่ปรากฏบาดแผลที่ศีรษะของผู้เสียหายระบุไว้ และบันทึกคำให้การของนายอภิชาติ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายอภิชาติเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตลอดเพราะหลังจากนายอภิชาติเข้าไปห้ามระงับเหตุและถูกถีบออกมาแล้ว นายอภิชาติก็วิ่งหนีไปบ้านญาติ ประกอบกับได้ความจากพยานโจทก์ปากนางอุไรวรรณ

ภริยาของผู้เสียหายเบิกความว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายดื่มสุราในงานศพจนมีอาการมึนเมา และสภาพภายในร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุที่พยานเคยไปเที่ยวนั้นจะเปิดไฟสลัวแสงสว่างไม่ชัดเจนซึ่งก็ขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายอภิชาติที่อ้างว่า ภายในร้านมีแสงสว่างเพียงพอทำให้เห็นคนร้ายได้ชัดเจน นอกจากนี้ นางอุไรวรรณยังเบิกความด้วยว่า เมื่อพยานไปเยี่ยมผู้เสียหายที่โรงพยาบาล ผู้เสียหายบอกแก่พยานว่าจำคนร้ายไม่ได้ เพราะขณะถูกทำร้ายมีอาการมึนเมา ดังนี้ บันทึกคำให้การของผู้เสียหายและนายอภิชาติซึ่งจำเลยไม่มีโอกาสซักค้านขยายความจริงและมีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับคำเบิกความของนางอุไรวรรณในหลายประเด็น จึงเป็นพยานบอกเล่าที่ไม่มีน้ำหนักหนักแน่นเพียงพอที่จะใช้รับฟังลงโทษจำเลย

สำหรับพยานโจทก์ปากที่เหลือคือร้อยตำรวจเอกพนม พนักงานสอบสวน ก็เป็นเพียงผู้สอบปากคำผู้เสียหายและนายอภิชาติไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรง ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการสอบปากคำเจ้าของร้านคาราโอเกะหรือพนักงานในร้านซึ่งเป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุอันอาจเป็นพยานสำคัญในคดีไว้ ดังนี้ ลำพังพยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบมาจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความในชั้นศาลขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในรายงานข้อเท็จจริงของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนนั้น เนื่องจากรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลใช้รับฟังประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลย ไม่ได้นำมาใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง ความผิดฐานพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีอัตราโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 จึงถึงที่สุดในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานพาอาวุธโดยไม่ได้วินิจฉัยเหตุผลไว้ จึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามในชั้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันไปได้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · พฤษภา พนมยันตร์ · สมชาติ ธัญญาวนิชกุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นายรัตตัญญู จิรทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(อ)314/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ300/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ133/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567

แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2563

แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย แต่ ป. และ ฮ. ผู้ร่วมขบวนการ ได้ให้การจากการซักถามของเจ้าพนักงานว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมขบวนการด้วย โดย ป. ยังให้ถ้อยคำถึงรายละเอียดในการกระทำความผิด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3284/2557

แม้ ก. ส. และร้อยตำรวจเอก ว. พยานโจทก์ทั้งสามเป็นพยานบอกเล่า และผู้ตายผู้บอกเล่าไม่ได้ มาเบิกความต่อศาลเพราะถูกยิงถึงแก่ความตายก็ตาม แต่การที่ผู้ตายบอกแก่พยานโจทก์ทั้งสามทันทีที่พยานโจทก์ทั้งสามพบผู้ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2555

คำให้การชั้นสอบสวนของ จ. และ ก. ที่ว่า จำเลยมอบเงินให้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด แม้เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่มิได้เป็นการปัดความรับผิดของผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยเพียงผู้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้