คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสองสำนวน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนมีข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงประชาชนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 343, 83 ให้จำเลยร่วมกันคืนเงิน 141, 700 บาท และโฉนด ส.ค.1 (ในสำนวนแรก) และคืนเงิน 9,850 บาท และ ส.ค.1 (ในสำนวนที่ 2)ให้ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 343, 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนรวมกันมีกำหนด 3 ปี ให้คืนเงิน 141,700 บาท และโฉนดส.ค.1 และเงิน 9,850 บาท ส.ค.1 ให้ผู้เสียหายจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกา (ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343) วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1114 ห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อซื้อหุ้นฟ้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนการที่ตนได้เข้าชื่อซื้อ โดยยกเหตุว่าสำคัญผิดหรือต้องข่มขู่ หรือถูกลวงล่อฉ้อฉล ย่อมมีผลห้ามมิให้ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นฟ้องว่าถูกหลอกลวงในคดีอาญาด้วยนั้น
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติห้ามเฉพาะกรณีที่ฟ้องร้องกันในทางแพ่ง แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นในทางอาญา ผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการในเมื่อมีการร้องทุกข์มีอำนาจดำเนินคดีกับจำเลยได้พิพากษายืน