Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมถามจำเลยที่ 1 ถึงเรื่องที่จำเลยที่ 1ด่าบิดาโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 ตอบว่า "ให้กลับไปถามพ่อมึงดู" ถ้อยคำดังกล่าวหาได้มีความหมายเป็นการด่าไม่ จึงมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1สมัครใจเข้าวิวาทกับโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1ถูกโจทก์ร่วมเข้าทำร้ายก่อน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันตนเองได้ แต่โจทก์ร่วมเข้าทำร้ายจำเลยที่ 1โดยใช้มือกระชากผมและตบใบหน้าหลายครั้ง จากนั้นทั้งคู่เข้ากอดปล้ำกัน การที่จำเลยที่ 1 ใช้มีดแทงทำร้ายโจทก์ร่วมซึ่งปราศจากอาวุธที่บริเวณเอวจึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้เท่านั้นสำหรับบาดแผลที่โจทก์ร่วมได้รับนั้นแม้จะเป็นบริเวณเอวและช่องท้อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีโอกาสที่จะเลือกแทงได้เนื่องจากกำลังกอดปล้ำกับโจทก์ร่วมอยู่ ทั้งจำเลยที่ 1หยุดทำร้ายโจทก์ร่วมทันทีเมื่อมีคนมาห้าม และส่งมีดให้ยึดไว้โดยดี แสดงให้เห็นว่าไม่ประสงค์ต่อชีวิตของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยเกินกว่ากรณีจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83, 288จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณานางศรีสุดา ม่วงแก้ว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โจทก์ร่วมถูกจำเลยที่ 1ใช้มีดปลายแหลมแทงจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ปรากฏบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ เอกสารหมาย จ.6มีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อโจทก์ร่วมพบจำเลยที่ 1ก็ได้สอบถามถึงเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไปด่าบิดาของโจทก์ร่วมจำเลยที่ 1 ตอบว่า ให้กลับไปถามพ่อมึงดูแล้วเกิดโต้เถียงกันจากนั้นจำเลยที่ 1 ชักมีดจากกระเป๋าสะพายแล้วแทงถูกโจทก์ร่วมที่เอวและหน้าอก ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ได้เข้ามาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 โดยเตะโจทก์ร่วมและใช้ไม้ตีถูกบริเวณทัดดอกไม้อย่างแรงต่อมามีคนมาห้ามจนเลิกกัน

ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มากับสามี เมื่อโจทก์ร่วมเห็นก็ได้เข้ามาทำร้ายจำเลยที่ 1 ทันที โดยใช้มือกระชากผมและตบที่ใบหน้าหลายครั้งจำเลยที่ 1 จึงเข้ากอดเอวโจทก์ร่วม ขณะกอดปล้ำกันอยู่ จำเลยที่ 1ดึงมีดจากเอวของโจทก์ร่วมแล้วใช้แทงโจทก์ร่วมเพื่อป้องกันตัวส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เข้าไปช่วยเหลือจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองตรงกับคำเบิกความของนายประเสริฐ เศษสินประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ว่า เห็นโจทก์ร่วมเข้าไปคุยกับจำเลยที่ 1 จากนั้นโจทก์ร่วมใช้มือจับผมและตบใบหน้าจำเลยที่ 1แล้วทั้งคู่กอดปล้ำต่อสู้กันและเมื่อมีคนมาห้ามจึงทราบว่าโจทก์ร่วมถูกจำเลยที่ 1 ใช้มีดแทง สำหรับจำเลยที่ 2 มิได้เข้าไปต่อสู้ด้วยพยานปากนี้ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองนับได้ว่าเป็นพยานคนกลาง จึงมีน้ำหนักให้เชื่อถือได้ว่าเบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้น

ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่านายประเสริฐเป็นญาติใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยเพราะไม่ปรากฏหลักฐานดังกล่าวตามที่คู่ความนำสืบมาแต่อย่างใดจึงรับฟังไม่ได้ และที่โจทก์ร่วมฎีกาอีกข้อว่า เหตุที่โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1ต่อสู้ทำร้ายกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทกับโจทก์ร่วมเพราะเมื่อโจทก์ร่วมถามจำเลยที่ 1 ถึงเรื่องที่จำเลยที่ 1ด่าบิดาโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 กลับโต้ตอบว่า ให้กลับไปถามพ่อมึงดูมีลักษณะเปรียบเหมือนการด่าพ่อหรือแม่นั้นเห็นว่า ถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 ตอบไปนั้นหาได้มีความหมายดังที่โจทก์ร่วมอ้างไม่แต่เป็นคำพูดที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องการตอบคำถามของโจทก์ร่วมเท่านั้นอันเป็นพฤติกรรมชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่าไม่ประสงค์จะมีข้อวิวาทกับโจทก์ร่วมมากกว่า ข้อเท็จจริงจึงมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 สมัครใจเข้าวิวาทกับโจทก์ร่วม

เมื่อจำเลยที่ 1ถูกโจทก์ร่วมเข้าทำร้ายก่อนเช่นนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันตนเองได้ มีปัญหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในข้อนี้ได้ความว่าโจทก์ร่วมเข้าทำร้ายจำเลยที่ 1โดยใช้มือกระชากผมและตบใบหน้าหลายครั้ง จากนั้นทั้งคู่เข้ากอดปล้ำกันแล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดเป็นอาวุธแทงโจทก์ร่วมบริเวณเอว เห็นว่าแม้โจทก์ร่วมจะมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าจำเลยที่ 1 แต่ทั้งสองต่างเป็นผู้หญิงและมีอายุใกล้เคียงกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่น่าจะเสียเปรียบโจทก์ร่วมในการชุลมุนต่อสู้จนถึงกับเป็นภยันตรายแก่ตนเองทันทีประกอบกับสามีจำเลยที่ 1 ก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุสามารถที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ยากนัก

การที่จำเลยที่ 1 ใช้มีดแทงทำร้ายโจทก์ร่วมซึ่งปราศจากอาวุธที่บริเวณเอวจึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยที่ 1 จะอ้างเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นผิดไม่ได้ เพียงแต่ว่าศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้เท่านั้น มีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บาดแผลที่โจทก์ร่วมได้รับนั้นแม้จะเป็นบริเวณเอวและช่องท้อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีโอกาสที่จะเลือกแทงได้ เนื่องจากกำลังกอดปล้ำกับโจทก์ร่วมอยู่ ทั้งจำเลยที่ 1 หยุดทำร้ายโจทก์ร่วมทันทีเมื่อมีคนมาห้าม และส่งมีดให้ยึดไว้โดยดี แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่า ไม่ประสงค์ต่อชีวิตของโจทก์ร่วม คงมีเจตนาทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1จึงมีความผิดฐานทำร้ายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายส่วนจำเลยที่ 2 นั้นไม่ได้เข้าไปร่วมหรือช่วยเหลือจำเลยที่ 1ทำร้ายโจทก์ร่วมด้วย จึงมิอาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 69 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีอีกครั้ง โทษจำคุกเห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับ จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนทร สิทธิเวชวิจิตร · อร่าม หุตางกูร · อำนวย เต้พันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567

พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็น ห. จึงร้องถามว่าใช่ ห. หรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4898/2565

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 295 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าไม่ได้สมัครใจวิวาทกับจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยอุทธ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7491/2562

เหตุเกิดปี 2558 อันเป็นเวลาขณะที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ใช้บังคับ ต่อมามีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า "แสวงหาประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299/2562

การที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปยังบริเวณที่จำเลยและ ว. หลบซ่อนอยู่โดยจำเลยและ ว. มิได้ก่อเหตุขึ้นก่อน ย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่ามีเจตนาประทุษร…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2560 (เลขอ้างอิง 619414)

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 75 จำคุก 16 ปี 8 เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้