เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ จำเลยเบิกความประกอบหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน และสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดว่า ในทำนองว่า วันที่ 26 มีนาคม 2540 ก่อนบิดามารดาจำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ นางจันทิมาได้ขอให้บิดามารดาจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมของนางจันทิมาต่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแหลมฉบัง จำนวน 300,000 บาท เพื่อนำเงินไปใช้ในธุรกิจของนางจันทิมาและโจทก์ โดยตกลงว่าหลังจากนางจันทิมาไถ่ถอนจำนองแล้วจะคืนที่ดินพิพาทแก่บิดามารดาจำเลยต่อไป แต่นางจันทิมาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว กลับหลอกลวงให้บิดามารดาจำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยมิได้ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด แล้วโจทก์ยังนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของโจทก์แก่ธนาคารไทยพาณิชย์
จำกัด (มหาชน) อีกในวันเดียวกัน นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ไม่สามารถบังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ที่บิดามารดาจำเลยนำที่ดินพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้ของนางจันทิมา ไม่ถูกต้องอย่างไร แต่การที่โจทก์เบิกความว่า หลังจากโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทแล้ว ในวันเดียวกันโจทก์ได้นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 500,000 บาท แล้วโจทก์ได้นำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 300,000 บาท ก่อนนั้น กลับแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วบิดามารดาจำเลยผู้ขายยังมิได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินครบถ้วน
เพราะผู้ซื้อได้นำค่าที่ดินที่จะต้องชำระแก่ผู้ขายไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองซึ่งเป็นหนี้เงินกู้ของนางจันทิมาภริยาโจทก์ ซึ่งบิดามารดาจำเลยนำที่ดินพิพาทจำนองไว้ มิใช่หนี้ของบิดามารดาจำเลยมาแต่เดิม และที่โจทก์เบิกความว่าได้นำเงินส่วนที่เหลือ 200,000 บาท ไปชำระหนี้ให้แก่บิดามารดาจำเลยนั้น นายจรูญบิดาจำเลยก็เบิกความปฏิเสธว่าไม่เคยได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์เลย โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานการชำระเงินดังกล่าวมานำสืบสนับสนุนในข้อนี้ ทั้งนายสุชาติ เจ้าพนักงานที่ดินที่เป็นผู้ทำนิติกรรมสัญญาก็เบิกความว่า ไม่เห็นขณะที่มีการชำระเงิน ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การซื้อขายที่ดินพิพาท มีการชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว
เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความสัมพันธ์ในทางครอบครัวของโจทก์ นางจันทิมา ตลอดจนถึงบิดามารดาจำเลยแล้ว ได้ความว่า เหตุที่บิดามารดาจำเลยยินยอมจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ของนางจันทิมาแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) แต่แรกนั้น เกิดจากความปรารถนาดีที่ต้องการช่วยเหลือบุตรที่ต้องการเงินทุนไปประกอบอาชีพ แต่เมื่อนางจันทิมาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารได้ การที่บิดามารดาจำเลยยินยอมตกลงทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ในเวลาต่อมา จึงน่าเชื่อว่าเป็นหนทางในการแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อมิให้ต้องเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยที่อาจต้องถูกบังคับจำนอง โดยให้โจทก์ซึ่งมีโอกาสที่จะขอกู้ยืมจากสถาบันการเงินได้
นำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากแหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อปลดภาระหนี้สินของนางจันทิมาเท่านั้น มิได้มีเจตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อย่างแท้จริง เพราะการไถ่ถอนจำนอง การซื้อขายรวมตลอดถึงการจดจำนองใหม่ได้ดำเนินการด้วยความเร่งรัดให้เสร็จสิ้นในวันเดียวกัน ส่อแสดงเจตนาเพื่อให้โจทก์ขอสินเชื่อใหม่ไปไถ่ถอนสินเชื่อเดิมของนางจันทิมาเป็นสำคัญ มิได้มุ่งประสงค์ต่อการโอนกรรมสิทธิ์และใช้ราคาทรัพย์อันเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการแสดงเจตนาลวง ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่หาอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงไม่
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวแล้ว กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไปว่า ที่นายจรูญบิดาจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดินจะมีผลทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ