Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่พิพาทเป็นสินสมรสซึ่งโจทก์และ

เนื้อความคำพิพากษา

ที่พิพาทเป็นสินสมรสซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519ใช้บังคับ ที่พิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ของโจทก์ และจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีจึงเป็นผู้จัดการสินบริคณห์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม และพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 มาตรา 7 อำนาจจัดการนั้นตามมาตรา 1477ที่ได้ตรวจชำระใหม่ให้รวมถึงกรณีจำหน่ายด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจขายที่พิพาทในวันที่ 24 เมษายน 2533 ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่ไม่อาจเพิกถอน

การโอนที่พิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้เท่ากับโจทก์ฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งของโจทก์ในสินสมรส ซึ่งการแบ่งสินสมรสจะมีได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้แบ่งเงินที่ได้จากการขายที่พิพาทแก่โจทก์ กฎหมายก็ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรส ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์ยังเป็นสามีภริยากัน และศาลมิได้มีคำสั่งให้แยกสินสมรส จึงยังไม่มีการแบ่งสินสมรสกัน โจทก์จึงยังไม่ได้รับความเสียหายไม่มีอำนาจเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายได้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดิน

น.ส.3 เลขที่ 425ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างจำเลยทั้งสองหากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 212,000 บาท แก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมานานหลายปีแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ที่พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกตกลงทำสัญญาซื้อขายที่พิพาทเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 425 ตำบลแม่ระกา

อำเภอวังทองจังหวัดพิษณุโลก ที่จำเลยที่ 1 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิมหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 212,000 บาทจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2517 และยังมิได้จดทะเบียนหย่ากันจนถึงปัจจุบัน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 425 ตำบลแม่ระกา

อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่52 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา คือที่พิพาทคดีนี้เดิมเป็นของนายโปร่งฉาวบุตร ต่อมานายโปร่งขายฝากที่พิพาทจนตกเป็นสิทธิแก่ผู้ซื้อฝากจนกระทั่งวันที่ 25 มิถุนายน 2517 จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ซื้อที่พิพาทจากนายวัน ยาคล้ายผู้รับซื้อฝาก ดังนั้นที่พิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 โจทก์แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอวังทองทำบันทึกแนบไว้ในสารบัญจดทะเบียนเมื่อวันที่ 12มีนาคม 2533 ว่า การโอนที่พิพาทจะต้องได้รับความยินยอมของโจทก์ก่อนครั้นวันที่ 24 เมษายน 2533 จำเลยที่ 1 ขายที่พิพาทแก่จำเลยที่ 2โดยให้ถ้อยคำยืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า หากการจดทะเบียนขายที่พิพาทเกิดความเสียหายใด

ๆ จำเลยทั้งสองขอรับผิดชอบเอง ปรากฏตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.4 หนังสือรับรองการทำประโยชน์และสารบาญจดทะเบียนของที่พิพาทปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ และหากไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้หรือไม่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าที่พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาก่อนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ใช้บังคับ ที่พิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสินบริคณห์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ 5 เดิม อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ได้ที่พิพาทมา แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 มาตรา 1476 จะบัญญัติว่า "นอกจากสัญญาก่อนสมรสจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น สามีและภริยาเป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกัน" และมาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปโดยปราศจากความยินยอมตามวรรคหนึ่งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้" ก็ตามแต่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 มาตรา 7 บัญญัติว่า"บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้" ดังนั้น การใช้บทบัญญัติในบรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่จึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติในมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 เมื่อจำเลยที่ 1 สามีโจทก์มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับที่พิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์อยู่ก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่

จำเลยที่ 1 จึงยังมีอำนาจจัดการสินบริคณห์รายนี้ได้ต่อไปตามที่มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 บัญญัติไว้ และอำนาจจัดการนั้นตามมาตรา 1477 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ บัญญัติให้รวมถึงกรณีจำหน่ายด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นสามีโจทก์ จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินอันเป็นสินบริคณห์ได้และที่ดินสินบริคณห์ที่พิพาทนี้มิใช่สินเดิมของโจทก์ หรือสินสมรสที่โจทก์ได้มาโดยทางยกให้หรือพินัยกรรม และการจำหน่ายก็มิใช่เป็นการให้โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 จึงขายที่พิพาทได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน ไม่เป็นการจัดการที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา 1473 เดิม นิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้สำหรับปัญหาที่โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาคือจำเลยที่ 1 กับโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่พิพาทแก่จำเลยที่ 2โดยชอบดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีภาระอันใดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนความรับผิดชอบระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 บรรพ 5 หมวด 4 ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายก็เท่ากับโจทก์ฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งของโจทก์ในสินสมรสซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่

พ.ศ. 2519มาตรา 1533 เดิม ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน และมาตรา 1534เดิมบัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี จำหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่กฎหมายบังคับว่า การจำหน่ายนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยก็ดี จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533"จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า การแบ่งสินสมรสมีได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 นำสืบว่าไม่ได้แบ่งเงินที่ได้จากการขายที่พิพาทแก่โจทก์

กฎหมายก็ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรส ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์ยังเป็นสามีภริยากันและศาลมิได้มีคำสั่งให้แยกสินสมรส จึงยังไม่มีการแบ่งสินสมรสกัน โจทก์จึงยังไม่ได้รับความเสียหาย ไม่มีอำนาจเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · อากาศ บำรุงชีพ · ปราโมทย์ บุนนาค
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้