Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3266/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ร้อยตำรวจโทอ. และพันตำรวจโทพ.เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา18วรรคสองและเป็นเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งกรมตำรวจที่1502/2530เรื่องการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจป้องกันปราบปรามการปลอมหนังสือเดินทางไปต่างประเทศการล่อลวงหญิงไปเพื่อการค้าประเวณีหรือในทางมิชอบในต่างประเทศการจัดส่งคนงานไปต่างประเทศโดยมิชอบจึงเป็นพนักงานสอบสวนของหน่วยเฉพาะกิจและตามข้อ5.3ของคำสั่งดังกล่าวให้หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจมีอำนาจเสนอขออนุมัติกรมตำรวจให้พนักงานสอบสวนของหน่วยเฉพาะกิจสอบสวนคดีความผิดตามคำสั่งดังกล่าวได้และพันตำรวจโทพ.รักษาราชการแทนหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจได้ขออนุมัติอธิบดีกรมตำรวจให้พันตำรวจโทพ.และร้อยตำรวจโทอ.ทำการสอบสวนคดีความผิดตามคำสั่งดังกล่าวและกรมตำรวจก็ได้อนุมัติแล้วร้อยตำรวจโทอ.และพันตำรวจโทพ.จึงมีอำนาจทำการสอบสวนคดีดังกล่าว การจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจตามคำสั่งกรมตำรวจเป็นเพียงการปฏิบัติงานภายในกรมตำรวจมิใช่เป็นการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจไม่จำต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 กับพวกที่หลบหนีร่วมกันจัดหางานให้แก่นางสาววัชราภรณ์ เจริญจันทร์เทพ และนางสาวสุภา ช่วยศรี คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นได้ร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไป ชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งนางสาววัชราภรณ์ เจริญจันทร์เทพอายุ 25 ปีและนางสาวสุภา ช่วยศรี อายุ 25 ปี ผู้เสียหายทั้งสองโดยใช้อุบายหลอกลวงว่าสามารถติดต่อผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นและทำบัตรนักเรียนให้เรียนภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยเมื่อเรียนจบสามารถเรียนด้านธุรกิจหลักสูตรระยะสั้นได้ซึ่งไม่เป็นความจริง

ความจริงจำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีเจตนาจะส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มีเจตนาจะส่งผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อทำการค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองกับพวกทำให้ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อจึงสมัครไปทำงานแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันส่งผู้เสียหายทั้งสองไปยังประเทศญี่ปุ่นให้พวกของจำเลยทั้งสองนำไปขายให้แก่ร้านมีชื่อแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำการค้าประเวณีสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีซึ่งใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นได้ร่วมกันพาผู้เสียหายทั้งสองออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศญี่ปุ่นให้พวกของจำเลยทั้งสองนำไปขายให้แก่ร้ายมีชื่อแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นเพื่อรับจ้างให้เขาทำเมถุนกรรมกับผู้อื่นอันเป็นการค้าประเวณีโดยผู้เสียหายทั้งสองถูกขู่บังคับให้ทำการค้าประเวณีเพื่อชดใช้หนี้ที่ถูกซื้อตัว

หากขัดขืนหรือหลบหนีจะถูกทำร้ายร่างกายและส่งแก๊งยากูซ่า ทั้งนี้จำเลยทั้งสองกับพวกได้กระทำเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสองตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283, 320พระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าหญิงและเด็กหญิง พ.ศ. 2471 มาตรา 4พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การสอบสวนไม่ชอบเพราะความผิดกระทำลงนอกราชอาณาจักรไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ เจ้าพนักงานตำรวจหน่วยเฉพาะกิจป้องกันปราบปรามการปลอมหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ การล่อลวงหญิงไปเพื่อการค้าประเวณีหรือในทางมิชอบในต่างประเทศ

การจัดหาคนงานส่งไปต่างประเทศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่มีอำนาจสอบสวนเพราะมิใช่เป็นพนักงานสอบสวนที่ถูกต้องตามกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคืออธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาการแทน พันตำรวจโทพรภัทร์ สุยะนันท์และร้อยตำรวจโทอมฤต บูรณะกิจเจริญ ซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้มิได้รับมอบหมายหน้าที่จากอธิบดีกรมอัยการ จึงเป็นการสอบสวนโดยมิชอบโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องระหว่างพิจารณา นางสาววัชราภรณ์ เจริญจันทร์เทพ และนางสาวสุภา ช่วยศรี ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้เรียกนางสาววัชราภรณ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาวสุภาว่า โจทก์ร่วมที่ 2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง, 320 วรรคสอง,83 พระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าหญิงและเด็กหญิง พ.ศ. 2471มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นธุระจัดหาโดยใช้อุบายหลอกลวงหญิงไปเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง และฐานพาหรือส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อให้ผู้ถูกพาตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 320 วรรคสองกับผิดฐานพาหญิงออกนอกราชอาณาจักรเพื่อรับจ้างให้เขาทำเมถุนกรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าหญิงและเด็กหญิง พ.ศ. 2471มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ร้อยตำรวจโทอมฤต บูรณะกิจเจริญ และพันตำรวจโทพรภัทร์ สุยะนันทน์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนนั้นเห็นว่า ร้อยตำรวจโทอมฤตและพันตำรวจโทพรภัทร์ เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสองตามคำสั่งกรมตำรวจที่ 1502/2530 เรื่องการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจป้องกันปราบปรามการปลอมหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ การล่อลวงหญิงไปเพื่อการค้าประเวณีหรือในทางมิชอบในต่างประเทศ การจัดส่งคนงานไปต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งออกโดยพลตำรวจโทแสวง ธีระสวัสดิ์รองอธิบดีกรมตำรวจ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.74ร้อยตำรวจโทอมฤตและพันตำรวจโทพรภัทร์เป็นเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งฉบับนี้จึงเป็นพนักงานสอบสวนของหน่วยเฉพาะกิจ และตามข้อ 5.3ของคำสั่งฉบับดังกล่าวให้หัวหน้าเฉพาะกิจมีอำนาจเสนอขออนุมัติกรมตำรวจ ให้พนักงานสอบสวนของหน่วยเฉพาะกิจสอบสวนคดีความผิดตามคำสั่งที่ 1502/2530 ได้ และพันตำรวจโทพรภัทร์รักษาราชการแทนหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจได้ขออนุมัติอธิบดีกรมตำรวจให้พันตำรวจโทพรภัทร์และร้อยตำรวจโทอมฤตพนักงานสอบสวนของหน่วยเฉพาะกิจทำการสอบสวนคดีนี้

ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.75และพลตำรวจโทประวิทย์ วงศ์วิเศษ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมตำรวจก็ได้อนุมัติแล้ว ดังนั้นร้อยตำรวจโทอมฤตและพันตำรวจโทพรภัทร์จึงมีอำนาจทำการสอบสวนและเป็นการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเพราะเป็นการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจนั้น เห็นว่า การจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจตามคำสั่งกรมตำรวจที่ 1502/2530 เป็นเพียงการปฏิบัติงานภายในกรมตำรวจ มิใช่เป็นการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ จึงไม่จำต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา และเมื่อคดีนี้การสอบสวนชอบแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิมล สมานิตย์ · สมปอง เสนเนียม · ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2543

ความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง(2)และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง กับความผิดฐานมีไว้ใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2535

การที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในเรื่องเดิมนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีเรื่องเดิมที่จำเลยไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1398/2530

จำเลยหลอกลวงขอซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์ร่วมโดยอ้างว่าตน มีเงินพอชำระค่าข้าวเปลือกได้ โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงมอบข้าวเปลือกที่ขายให้จำเลยไปในวันนั้น ต่อมาวันรุ่งขึ้นจำเลยออกเช็คโดยมีเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7135/2553

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้ว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำให้การรับสารภาพขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9889/2552

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2547 ถึง 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 30 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้