Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดฐานยักยอกเป็นเรื่องที่ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต คำว่าโดยทุจริต หมายถึง การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง หรือผู้อื่น เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททั้งหลาย ในการประชุมทายาท โจทก์ขอแบ่งทรัพย์มรดกแต่จำเลยไม่ยินยอมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตน มูลความแห่งคดีเกิดขึ้นในวันดังกล่าว และโจทก์รู้เรื่องความผิดนับตั้งแต่นั้นหาได้นับตั้งแต่โจทก์ทราบว่าจำเลยขายทรัพย์มรดก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354, 91 และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5076/2537 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ขณะนั้น) พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นบุตรคนโตของนายจารุ เจ้ามรดก และเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ส่วนโจทก์เป็นทายาทผู้มิสิทธิรับมรดกของนายจารุ และเป็นน้องสาวของจำเลยต่างมารดา ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 23 มกราคม 2535 จำเลยขายที่ดินมรดกพร้อมห้องแถว ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 6 แปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องขาดอายุความหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า หลังจากจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขายทรัพย์มรดกไม่ได้แจ้งให้ทายาททราบ โจทก์ทราบว่าจำเลยขายที่ดินมรดกจึงขอให้นัดประชุมทายาทในวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 และในวันประชุมขอให้จำเลยนำเงินที่ขายทรัพย์มรดกแบ่งแก่โจทก์และทายาท จำเลยไม่ยินยอม โจทก์จึงนำความไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานยักยอกเงินจากการขายทรัพย์มรดก เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2536 และนำคดีมาฟ้องในวันที่ 24 ตุลาคม 2537 เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกเป็นเรื่องที่ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต คำว่าโดยทุจริตหมายถึง การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททั้งหลาย ในการประชุมทายาท โจทก์ขอแบ่งทรัพย์มรดกแต่จำเลยไม่ยินยอมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตน มูลความแห่งคดีเกิดขึ้นในวันดังกล่าว และโจทก์รู้เรื่องความผิดนับตั้งแต่นั้น หาได้นับตั้งแต่โจทก์ทราบว่าจำเลยขายทรัพย์มรดกในปี 2535 สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องไม่ขาดอายุความดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า

จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ตามฎีกาของโจทก์อ้างว่า นับแต่จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกจำเลยจงใจละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก กลับอาศัยอำนาจหน้าที่ผู้จัดการมรดกปกปิด เบียดบัง ยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต เช่น ขณะยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ความจริงนายจารุเจ้ามรดกมีภริยาสี่คนและบุตรแปดคน แต่จำเลยอ้างและนำสืบเพียงสี่คนเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ไม่ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก ไม่ได้เสนอบัญชีทรัพย์มรดกต่อศาล และไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อจำเลยขายที่ดินทรัพย์มรดกรวม 6 แปลง ไปแล้ว โดยไม่ได้แจ้งให้ทายาททราบไม่ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก ส่วนเงินที่ขายได้ก็ไม่ได้นำมาแบ่งปันแก่โจทก์และทายาทอื่น

ทางพิจารณาตามท้องสำนวนได้ความว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร น้องๆ ประสงค์ไปเรียนที่กรุงเทพมหานครก็ไปพักอาศัยอยู่กับจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ส่งเสียเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่ทุกคนโดยเฉพาะโจทก์เองไปอยู่กับจำเลยตั้งแต่อายุ 15 ปี เป็นเวลา 10 ปี เมื่อโจทก์แต่งงานจำเลยมอบเงินให้ 200,000 บาท ในปี 2536 โจทก์ประสงค์เปลี่ยนรถยนต์คันใหม่จำเลยให้เงินโจทก์อีก 500,000 บาท ส่วนทายาทอื่นก็ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสิ้น เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยขายที่ดินทรัพย์มรดกไปโดยวิธีการอันไม่สุจริต หรือมีเจตนาเบียดบังเงินที่ได้จากการขายที่ดินทรัพย์มรดกไว้โดยทุจริตอย่างไร ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ฐานันท์ วรรณโกวิท · อัปษร หิรัญบูรณะ · ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 396/2534

สัญญาค้ำประกันทำขึ้นขณะที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์กำหนดให้ปิดอากรแสตมป์ 1 บาท แม้ภายหลังกฎหมายจะกำหนดให้ปิดอากรแสตมป์10 บาท สัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์ 1 บาท นั้นก็ยังใช้ได้ไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2567

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้ามีหน้าที่เบิกสินค้าโจทก์ไปจากคลังสินค้าเพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้าตามราคาที่โจทก์เป็นผู้กำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้เท่าใดในแต่ละวัน จะต้องนำเงินค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2567

จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นพนักงานขาย ส่วนจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 มีสิทธิพิเศษสามารถเข้าสู่ระบบของทุกแผนก รวมทั้งสามารถโอนสิทธิในการเข้าสู่ระบบโปรแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้