Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3282/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดฐานเป็นผู้แทนของนิติบุคคลต้องรับโทษตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/5 นั้น หากโจทก์สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลรู้เห็นด้วยในการกระทำความผิดของนิติบุคคล จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับโทษในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว คดีนี้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นด้วยในการยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7), 90/5 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 5 กระทง ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 100,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 5 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 อีกบทหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่อกรมสรรพากร โดยแจ้งความประสงค์จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) โดยใช้ใบกำกับภาษี 227 ฉบับ ในการคำนวณภาษีสำหรับเดือนภาษีมีนาคม เมษายน กรกฎาคม 2540 และตุลาคม 2542 และจำเลยที่ 1 โดยนายปิยฉัตร เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) โดยใช้ใบกำกับภาษี 53 ฉบับ ในการคำนวณภาษีสำหรับเดือนภาษีกันยายน 2542

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ผู้ทำการตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่จำเลยที่ 1 ยื่นสำหรับเดือนภาษีมีนาคม เมษายน กรกฎาคม 2540 เดือนภาษีกันยายนและตุลาคม 2542 เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีขัดแย้งกับจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุต้องระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษทางอาญา เชื่อว่าเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ตนได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์และทราบข้อความจริงมาด้วยตนเอง การที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่จำเลยที่ 1 ยื่นดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

พบว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อให้จำเลยที่ 1 พิสูจน์ที่มาของใบกำกับภาษีว่าได้มาอย่างไร แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์การได้มาของใบกำกับภาษี เนื่องจากไม่มีหลักฐานการซื้อสินค้าและการชำระราคามาแสดง กรมสรรพากรจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) ให้จำเลยที่ 1 ทราบ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเพิ่มเติม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนกรณีที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ทราบว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจากได้รับใบกำกับภาษี 280 ฉบับ จากนายกษิตและนายชัยวัล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเงินในการร่วมกันบริหารงานโครงการอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งจำเลยที่ 1 รับจ้างนั้น จำเลยทั้งสองมิได้นำนายกษิตและนายชัยวัลมาเบิกความสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองว่า การได้มาซึ่งใบกำกับภาษีเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและมีการซื้อสินค้าตามใบกำกับภาษีจริง จึงเป็นเพียงคำเบิกความที่เลื่อนลอยของจำเลยที่ 2 ปราศจากพยานหลักฐานอื่นใดมาอ้างอิงสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องและฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษีตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.3 และข้อ 1.5 จำเลยที่ 2 จึงกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.3 และข้อ 1.5 ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 นำใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษีตามฟ้องข้อ 1.4 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องรับโทษในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 90/5 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ประจำเดือนภาษีกันยายน 2542 ของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 มีลายมือชื่อของนายปิยฉัตรลงชื่อแทนในช่องผู้ประกอบการ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลจะไม่ต้องรับโทษในกรณีที่นิติบุคคลนั้นกระทำความผิดเสียเลย หากโจทก์สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นด้วยในการกระทำความผิดของนิติบุคคล จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับโทษในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ได้

สำหรับคดีนี้ โจทก์นำสืบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นด้วยในการยื่นแบบแสดงรายการ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้ เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อ 1.4 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กษิดิ์เดช จีนสลุต · สุนันท์ ชัยชูสอน · จักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร
ศาลอุทธรณ์ - นายจาตุรงค์ สรนุวัตร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.916/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1374/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3084/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้