Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3287/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยต้องคำพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน แต่เนื่องจากค่าปรับมีจำนวนสูงมากกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ จึงให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับไปพลางก่อน ดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเพื่อให้จำเลยนำเงินมาชำระค่าปรับ มิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเสียทีเดียว เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้กักขังจำเลยจนครบกำหนด30 วันแล้ว จำเลยก็ยังไม่ชำระค่าปรับเช่นนี้แสดงว่าจำเลยฝ่าฝืนไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อใช้ค่าปรับได้ไม่เป็นการผิดเจตนารมย์ ของ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2512 และพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 โดยให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 43,008,673.40 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30หากกักขังแทนให้กักขังมีกำหนด 2 ปี เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ในวันเดียวกันนั้นก็มีคำสั่งออกหมายกักขังจำเลยที่ 2แทนค่าปรับไปพลางก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชำระค่าปรับและออกหมายปล่อยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เนื่องจากศาล มีคำสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนโดยให้หักวันต้องขังมาแล้วให้ 2 วัน

จำเลยที่ 2 ถูกกักขังอีก 30 วันรวมเป็น 32 วัน ถือได้ว่า ศาลได้บังคับคดีจำเลยที่ 2 โดยวิธีกักขังแทนค่าปรับ จะนำวิธียึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับอีกไม่ได้เมื่อจำเลยที่ 2 ยังไม่ชำระค่าปรับก็ไม่ควรสั่งปล่อยตัวจำเลยที่ 2ขอให้ศาลมีคำสั่งกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับและสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่จำเลยที่ 2 ต้องโทษปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกา และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระค่าปรับภายใน 30 วันโดยให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นจะปล่อยตัวจำเลยที่ 2 แล้วสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2ใช้ค่าปรับไม่ได้นั้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28 บัญญัติว่า"ผู้ใดต้องโทษปรับผู้นั้นจะต้องชำระเงินตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาต่อศาล" และมาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษาผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้"

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 28 ดังกล่าวนั้นมีเจตนารมย์ให้ผู้ต้องโทษปรับต้องชำระค่าปรับด้วยเงินตามจำนวนมีกำหนดไว้ในคำพิพากษาต่อศาลส่วนบทบัญญัติของมาตรา 29 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการเพื่อบังคับผู้ต้องโทษปรับที่ไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยกำหนดไว้ 2 วิธีคือ ยึดทรัพย์ของผู้นั้นใช้ค่าปรับ หรือกักขังผู้นั้นแทนค่าปรับ โดยให้ศาลพิจารณาเลือกใช้บังคับเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งตามควรแก่รูปคดีเมื่อไม่มีทางที่จะได้เงินมาใช้ค่าปรับก็สมควรใช้วิธีกักขังแทนค่าปรับต่อไปในการดำเนินการดังกล่าวถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับศาลจะสั่งเรียกประกัน หรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้

การสั่งกักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนนั้นเป็นมาตราการอย่างหนึ่งของศาลที่จะสั่งให้ปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษปรับนั้นได้เพื่อมิให้ผู้นั้นหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับดังกล่าว สำหรับกรณีจำเลยที่ 2 นั้นต้องคำพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษปรับจำนวน 43,008,673.40 บาท ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังแล้วได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน แต่เนื่องจากค่าปรับมีจำนวนสูงมากกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับจึงให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นใช้มาตรการกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนเพื่อให้จำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระค่าปรับตามที่ได้มีคำสั่งไว้ในวันอ่านคำพิพากษาฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังนั้นเอง

มิใช่เป็นกรณีศาลชั้นต้นให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับเสียทีเดียวไม่การดำเนินการดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี-เป็นกรณีไปโดยไม่จำต้องสอบถามหรือเรียกประกันจากจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 จนครบกำหนด 30 วัน ตามมาตรา 29 แล้วจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกาเช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนไม่ชำระค่าปรับตามที่มาตรา 29 กำหนดไว้ศาลชั้นต้นจึงย่อมมีอำนาจสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2เพื่อใช้ค่าปรับได้ ไม่เป็นการผิดเจตนารมย์ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม มั่งมีดี · พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2563

พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง กำหนดให้บรรดาเงินที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์... ให้นำส่งคลังตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด เว้นแต่จะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2562

ตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8935/2561

พฤติการณ์ที่ ก. กับจำเลยเดินทางร่วมกันไปค้นหาเมทแอมเฟตามีนบริเวณที่เกิดเหตุ บ่งชี้ได้ว่า ก. กับจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญามาตั้งแต่แรกและถือว่า ก. กับจำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การที่ชายไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8586/2561

ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ใดต้องโทษปรับตามคำพิพากษาของศาล และไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตาม ป.อ.…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้