Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3294/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นตำรวจติดเฮโรอีน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำ และยิงเข้าไปในร้านค้าทองในเวลากลางวัน ถูกคนในร้านถึงตาย ถูกจับในวันเดียวกัน และค้นได้ของกลางที่บ้านบิดาจำเลย เหตุที่จำเลยยอมรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อหลักฐาน หาใช่เพราะสำนึกผิดและเพื่อบรรเทาผลร้ายไม่ จึงไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 59 ปรับ 10,000 บาท ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย และ 340 ตรี ให้ลงโทษตามมาตรา 339 วรรคท้าย, 340 ตรี อันเป็นบทหนัก ให้ประหารชีวิต ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 37,500 บาทแก่ผู้เสียหายอาวุธปืนและกระสุนปืนคืนกรมตำรวจ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาขออย่าให้ลงโทษประหารชีวิตศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2526 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าร้านค้าทองชัยวัฒน์ แล้วเข้าไปถามขอซื้อสร้อยคอและสร้อยข้อมือทองคำ นายกิตติศักดิ์ อภิวันทนันท์ และนางสาววราภรณ์แซ่กี้ ได้นำสร้อยคอและสร้อยข้อมือให้จำเลยดู ขณะนั้น นางเล็ก เพชรวิเศษศิริได้ออกมาช่วยขายด้วย จำเลยตกลงซื้อสร้อยคอทองคำหนักเส้นละ 2 บาท จำนวน 3 เส้น และสร้อยข้อมือหนักเส้นละ 2 สลึง จำนวน 4 เส้น รวมเป็นน้ำหนักทอง 8 บาท เป็นเงิน 40,000 บาท นางเล็กได้เอาสร้อยคอและสร้อยข้อมือใส่ถุงพลาสติกถือไว้

ขณะนั้นจำเลยได้ร้องขึ้นว่ารถเป็นอะไรพร้อมกับกระชากถุงพลาสติกใส่ทองจากมือนางเล็กวิ่งหนีไปที่รถจักรยานยนต์ โดยมีนายกิตติศักดิ์วิ่งไล่ตามออกไป แต่นายกิตติศักดิ์สะดุดโต๊ะในร้านล้มลงพอดี จำเลยหันมาใช้ปืนจ้องเล็งและยิงเข้าในร้าน 1 นัด กระสุนถูกนางเล็ก จำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป นายกิตติศักดิ์นำนางเล็กส่งโรงพยาบาล ไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 5 นาที นางเล็กก็ตาย ดังปรากฏตามรายงานชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง วันเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจับจำเลยได้ จำเลยรับสารภาพให้นายกิตติศักดิ์และนางสาววราภรณ์ดูตัว ทั้งสองจำจำเลยได้วันที่ 2 มีนาคม 2526 เจ้าหน้าที่ค้นสายสร้อยข้อมือหนัก 2 สลึงได้ 1 เส้น ที่บ้านนายบุญมา ศุกรีรัตน์ ปรากฏตามบันทึกการตรวจค้นในสำนวน (ศาลชั้นต้นมิได้หมายกำกับไว้) จำเลยได้นำชี้สถานที่เกิดเหตุให้พนักงานสอบสวนถ่ายภาพไว้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาในชั้นฎีกามีว่า ควรจะลงโทษจำเลยถึงประหารชีวิตหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยเคยประกอบคุณงามความดีมาก่อน เคยได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน 2 ขั้นเป็นกรณีพิเศษ ไม่เคยมีนิสัยกับความประพฤติชั่วร้ายหรือกระทำผิดมาก่อนนั้น เห็นว่าจากที่ปรากฏในฎีกาของจำเลยว่า จำเลยติดเฮโรอีน การเสพเอโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดนั้นเป็นความผิดในทางอาญา เพียงแต่ว่าจำเลยยังไม่เคยถูกจับเท่านั้น ดังนี้จำเลยจะอ้างได้อย่างไรว่าจำเลยเป็นผู้ที่มีความประพฤติไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้นส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่า จำเลยสำนึกผิดจึงให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุมและสอบสวนนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันประมาณ 16 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ติดตามจับจำเลยได้ในวันเดียวกันนั้นเอง ทั้งยังค้นได้สายสร้อยข้อมือ 1 เส้น ที่บ้านนายบุญมาศุกรีรัตน์ ซึ่งปรากฏในสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 20/1 หมู่ 14 ว่า นายบุญมาเป็นบิดาจำเลยเป็นของกลาง จึงเป็นที่เห็นได้ว่า เหตุที่จำเลยยอมรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน หาใช่เป็นเพราะสำนึกผิดและรับสารภาพเพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายดังที่จำเลยอ้างไม่ การรับสารภาพของจำเลยจึงไม่อาจถือว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษอย่างที่จำเลยฎีกา จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน กลับมากระทำผิดเสียเองและทั้ง ๆ ที่จำเลยได้ทรัพย์สินไปแล้วยังหันกลับมาใช้ปืนยิงเข้าในร้านของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้กระสุนปืนไปถูกนางเล็กถึงแก่ความตายเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยจะต้องรับโทษให้สมกับกรรมที่ตนได้ก่อขึ้น ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษประหารชีวิตนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูเชิด รักตะบุตร์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรานอม มหรรณพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2562

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถในมหาวิทยาลัย น. ผู้เสียหายยังไม่ได้ลงจากรถ จำเลยเดินมาจากด้านหลังของผู้เสียหายแล้วถามผู้เสียหายว่ามีเงิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2554 (เลขอ้างอิง 528605)

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 กับพวกร่วมกันวางแผนไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงมีความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 6 ไป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้