Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3294/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อยาแก้ไอของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อขายเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายและยาปลอม และจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน แต่ความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมดังกล่าว ล้วนเป็นจำนวนเดียวกัน และถูกยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 90 พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 12 พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 72 พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 101 พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 119

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 72, 73, 101, 119, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 72 (1), 101, 119 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขายยาแผนปัจจุบันหรือมีไว้เพื่อขาย (ที่ถูก ฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต) จำคุก 3 ปี ฐานขายยาปลอมหรือมีไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอม (ที่ถูก ฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอม) ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี และปรับ 4,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 2,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกสรายุทธ และสิบตำรวจเอกมาฮูเซ็น เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีร่วมกันจับกุมจำเลยขณะนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านเลขที่ 4 ซึ่งเป็นบ้านพักของจำเลยพร้อมยึดยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด ที่วางอยู่บนแคร่ข้างตัวจำเลยเป็นของกลาง และยึดยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร จำนวน 1,949 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 39 ใบ ยาแก้ไอยี่ห้อ น. ปริมาตร 60 มิลลิลิตร จำนวน 4,050 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 81 ใบ จากในบ้านร้าง ห่างจากบ้านพักของจำเลยประมาณ 800 ถึง 900 เมตร เป็นของกลาง

จากนั้นนำตัวจำเลยพร้อมของกลางทั้งหมดส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอกยงยุทธ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรยะหริ่งดำเนินคดี ร้อยตำรวจเอกยงยุทธร่วมกับนายอริษฎ์ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลยะริ่ง และนายอับดุลการิม สาธารณสุขอำเภอยะหริ่งสุ่มตัวอย่างของกลางยาแก้ไอยี่ห้อ อ. จำนวน 28 ขวด และยาแก้ไอยี่ห้อ น. จำนวน 84 ขวด ส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา ตรวจพิสูจน์ พบว่ายาแก้ไอยี่ห้อ อ. เป็นยาปลอม ส่วนยาแก้ไอยี่ห้อ น. เป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตราย จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการตรวจค้นจับกุมจำเลยสืบเนื่องมาจากก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกสรายุทธสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบค้าพืชกระท่อม น้ำต้มพืชกระท่อมและจำหน่ายยาแผนปัจจุบันประเภทยาแก้ไอให้แก่วัยรุ่นในพื้นที่หมู่ที่ 3 และพื้นที่ใกล้เคียง ตามวันเวลาเกิดเหตุสายลับแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกสรายุทธว่าจำเลยจะลักลอบจำหน่ายยาแก้ไอ ร้อยตำรวจเอกสรายุทธจึงเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับการสืบทราบและได้รับการบอกเล่าจากสายลับโดยตรง

แม้โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยานก็ไม่มีผลทำให้คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสรายุทธเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยรับฟังไม่ได้ เมื่อร้อยตำรวจเอกสรายุทธรับแจ้งจากสายลับแล้วได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ หลังจากนั้นมีการวางแผนจับกุม โดยได้ความจากร้อยตำรวจเอกสรายุทธและสิบตำรวจเอกมาฮูเซ็นพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยตรงกันว่า เมื่อเดินทางไปยังบ้านพักของจำเลยเห็นจำเลยนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้น จำเลยมีท่าทีตกใจ แต่ก็ยินยอมให้ตรวจค้น ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลย พบเพียงยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด วางอยู่บนแคร่ข้างตัวจำเลย

จำเลยรับว่ายาแก้ไอดังกล่าวเป็นของจำเลย เมื่อสอบถามว่ามียาแก้ไออีกหรือไม่ จำเลยตอบว่ามีและพาไปยังบ้านร้างห่างจากบ้านพักของจำเลยประมาณ 800 ถึง 900 เมตร พบยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร จำนวน 1,949 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 39 ใบ และยาแก้ไอยี่ห้อ น. ปริมาตร 60 มิลลิลิตร จำนวน 4,050 ขวด ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ 81 ใบ กองรวมกันอยู่ที่พื้นภายในบ้าน จึงยึดยาแก้ไอทั้งหมดเป็นของกลาง พยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ร่วมกันในการตรวจค้นจับกุมจำเลยมาตั้งแต่ต้นและได้บันทึกภาพไว้เป็นพยานหลักฐานในขณะตรวจค้นจับกุม ประกอบกับจำเลยเบิกความรับว่า ยาแก้ไอยี่ห้อ อ. ปริมาตร 120 มิลลิลิตร 1 ขวด ที่เจ้าพนักงานตำรวจพบวางอยู่บนแคร่เป็นของจำเลย

เมื่อยาแก้ไอดังกล่าวเป็นชนิดเดียวกับยาแก้ไอของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นพบในบ้านร้าง จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างและเป็นคนพาพยานโจทก์ทั้งสองไปตรวจยึดจริง แม้จำเลยจะครอบครองยาแก้ไอของกลาง 1 ขวด แต่ยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างกองมัดใส่ในถุงพลาสติกสีดำจำนวนมาก สภาพบ้านไม่ได้ใส่กุญแจ หน้าต่างเปิดแง้มได้จะเข้าไปเอายาแก้ไอของกลางออกมาตอนไหนก็ได้ ไม่มีคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองยาแก้ไอของกลางในบ้านร้างโดยเจตนามีไว้เพื่อขาย เมื่อยาแก้ไอของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อขายเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายและยาปลอม และจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมมานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่ความผิดฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมียาปลอมไว้เพื่อขายโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมดังกล่าวล้วนเป็นจำนวนเดียวกัน และถูกยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมียาแผนปัจจุบันไว้เพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี และริบของกลางทั้งหมดให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุทัย โสภาโชติ · รักเกียรติ วัฒนพงษ์ · เศรณี ศิริมังคละ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปัตตานี - นางสาวฉัตรภรณ์ แตงแจ้
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชาคริต จุลมนต์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1401/2565
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ.1296/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2545

ความผิดฐานผลิต ขาย และมีไว้เพื่อขาย ซึ่งยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานผลิต ขาย และมีไว้เพื่อขาย ซึ่งยาแผนโบราณที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและฐานผลิต ขาย และมีไว้เพื่อขาย ซึ่งยาแผนโบราณอันเป็นยาปลอมน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2544

การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดคงบัญญัติความผิดเฉพาะฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง,71 และเมื่อเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3804/2540

ในการผลิตยาแผนโบราณตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 นอกจากผู้ผลิตจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 46 วรรคหนึ่งแล้ว ยังต้องปรากฏว่ายาแผนโบราณที่จะผลิตนั้นต้องเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ด้วย ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2519

การปรับบทลงโทษผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ต้องปรากฏว่าผู้กระทำได้ขายหรือสั่งเข้ามาโดยรู้ว่าเป็นยาปลอม ตามฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าจำเลยได้กระทำโดยรู้ว่าเป็นยาปลอม และจำเลยก็ไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1377/2517

จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ขายยามาตรา 15(3) ซึ่งไม่อาจขายยาควบคุมพิเศษได้ เมื่อจำเลยขายยาอันเป็นยาควบคุมพิเศษจึงเป็นการขายยาแผนปัจจุบันไม่ตรงตามประเภทของใบอนุญาตตามมาตรา 19(2) เป็นความผิดตามมาตรา 10…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้