Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกแล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ การประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 7 แล้ว ยังมีผู้ค้ำประกันที่เป็นพนักงานของโจทก์อีก 5 คนด้วย โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท รวม 5 คน คิดเป็นมูลค่า 150,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายในวงเงินรวมหลักประกันมีมูลค่ามากกว่าหนี้คงเหลือและดอกเบี้ย ก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ 641,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 604,885 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ที่ขาดจนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 641,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 604,885 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองแล้วได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ที่ขาดแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 7 กำหนดให้โจทก์จัดให้มีบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ไว้บัญชีหนึ่งต่างหากจากบัญชีอื่น เพื่อจ่ายเป็นเงินกู้แก่พนักงานของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานโจทก์ค้ำประกันเงินกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท โดยใช้บุคคลค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 150,000 บาท วงเงินที่เกิน 150,000 บาท ต้องจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือใช้เงินฝากสะสมเป็นหลักประกัน และข้อ 14 วรรคสอง กำหนดว่าเมื่อผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด

ๆ ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่หรือจัดหาหลักประกันอื่นให้เสร็จสิ้นก่อนที่ผู้ค้ำประกันเดิมจะออกจากสหกรณ์มิฉะนั้นถือว่าผู้กู้ผิดสัญญา สหกรณ์มีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ชำระเงินสดคงค้างทั้งสิ้นคืนได้ ขณะจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 รวม 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายหน้า ในวงเงิน 268,000 บาท 198,000 บาท และ 186,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี กำหนดชำระ 10 งวด งวดละ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี

นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป โดยมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 พนักงานของโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มิได้จัดให้มีผู้ค้ำประกันคนใหม่แทนก่อนจำเลยที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานโจทก์ นับถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ คงเหลือหนี้ค้างชำระแก่โจทก์คิดเป็นต้นเงิน 604,885 บาท และดอกเบี้ย 36,542 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การกู้เงินของจำเลยที่ 1 ก็แต่โดยอาศัยสิทธิการเป็นพนักงานของโจทก์ในการกู้ยืมเงินจากบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ที่โจทก์ได้จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร

ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากสัญญากู้เงินระยะปานกลาง ข้อ 3 ระบุว่าเป็นการกู้เงินเฉพาะวัตถุประสงค์เพื่อสวัสดิการพนักงาน ข้อ 4 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระบุได้ใจความพอสังเขปเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยและค่าปรับให้เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และในวรรคสามระบุได้ใจความพอสังเขปว่าหากมีกรณีตามที่กำหนดในระเบียบการให้กู้เงินระยะสั้นและระยะปานกลางแก่สมาชิก ผู้กู้ยินยอมให้สหกรณ์มีอำนาจเรียกเงินกู้คืน หากไม่ชำระคืนผู้กู้ยินยอมชำระเบี้ยปรับ จากพฤติการณ์และข้อสัญญาดังกล่าวแสดงถึงเจตนาอันชัดแจ้งของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์ให้ถือเอาระเบียบของสหกรณ์โจทก์เกี่ยวกับการกู้เงินมาบังคับเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินระยะปานกลางด้วย ซึ่งก็คือระเบียบสหกรณ์การเกษตร

ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 นั่นเอง ดังนี้ นอกจากโจทก์และจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญากู้เงินระยะปานกลางแล้ว ยังต้องถือปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวด้วย กล่าวเฉพาะกรณีพิพาทคดีนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่จัดให้มีผู้ค้ำประกันคนใหม่แทนก่อนจำเลยที่ 7 จะออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 วรรคสอง กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกแล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้กู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่อันเป็นการป้องกันมิให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการบังคับชำระหนี้กรณีผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์หลักประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 7 แล้ว ยังมีผู้ค้ำประกันที่เป็นพนักงานของโจทก์ คือจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 รวม 5 คนด้วย โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท

รวม 5 คน คิดเป็นมูลค่า 150,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 รวม 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายหน้า ในวงเงิน 268,000 บาท 198,000 บาท และ 186,000 บาท ตามลำดับ รวมหลักประกันด้วยทรัพย์มีมูลค่าเป็นเงิน 652,000 บาท เท่ากับหลังจากจำเลยที่ 7 ออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้วโจทก์ยังมีหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์มูลค่ารวมทั้งสิ้น 802,000 บาท ได้ความว่าขณะฟ้องจำเลยที่ 1 มีหนี้คงเหลือ เงินต้น 604,885 บาท และดอกเบี้ย 36,542 บาท โดยก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย

ดังนี้ หลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องของโจทก์จึงมีมูลค่าเกินกว่าหนี้คงเหลือที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์สำหรับในงวดอนาคต เป็นจำนวนกว่า 170,000 บาท ซึ่งนับเป็นหลักประกันที่มั่นคงมีมูลค่ามากกว่าจำนวนหนี้เงินกู้ที่เหลือมาก การที่จำเลยที่ 7 ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จึงไม่มีผลทำให้หลักประกันการชำระหนี้ของโจทก์มีมูลค่าลดน้อยลงจนอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้ครบถ้วนกรณีจำเลยที่ 1 ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ได้ แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นใด

ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว ดังนี้ การที่จำเลยที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดหาผู้ค้ำประกันคนใหม่มาแทน จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น กรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสาวกรกมล พุทธซ้อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวงศ์สถิต แสงสุก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)279/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้