Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ค. บิดาโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยแก่ บ. ภริยาจำเลยแล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด สิทธิในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของ บ. แม้ ค. ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาเป็นเวลานานเพียงใดก็เป็นการครอบครองแทนและโดยอาศัยสิทธิของ บ. หาได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไม่ และหลังจาก ค. ถึงแก่ความตาย โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ค. แล้ว โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ค. จึงไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร และโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง การครอบครองและรับโอนที่ดินพิพาทเป็นการสืบสิทธิของ ค. โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่า ค.ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยัง บ. หรือจำเลยผู้ครอบครองว่าโจทก์ไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 แต่อย่างใด แม้โจทก์จะยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลานานเพียงใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและได้สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่1702 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ห้ามจำเลยกับริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้เพิกถอน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 หากไม่อาจเพิกถอนได้ให้เปลี่ยนชื่อหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือหนังสืออื่นใดที่เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายธนากร บุตรของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งฎีกาว่า เดิมนายคำมา บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 64 ตารางวา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2513 บิดาโจทก์ขายฝากที่ดินดังกล่าวไว้แก่นางบุญทอง ภริยาจำเลย มีกำหนดเวลาไถ่คืน 3 ปี แต่นายคำมามิได้ไถ่ที่ดินที่ขายฝากจากนางบุญทองภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2516 มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1702 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1703 เนื้อที่ 5 ไร่ 20 ตารางวา ทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3)

เลขที่ 139 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และนิติกรรมเกี่ยวกับ น.ส. 3 ก. เลขที่ 1702 ที่พิพาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายคำมา บิดาโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยแก่นางบุญทอง ภริยาจำเลย แล้วนายคำมาไม่ไถ่คืนภายในกำหนดสิทธิในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของนางบุญทอง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า นายคำมา บิดาโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาเป็นเวลานานเพียงใดก็เป็นการครอบครองแทนและโดยอาศัยสิทธิของนางบุญทองหาได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไม่ และที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากนายคำมาถึงแก่ความตาย

โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่โจทก์เบิกความว่า โจทก์ไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งขัดข้องไม่ดำเนินการให้ เว้นแต่โจทก์จะไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำมาก่อน โจทก์จึงไปดำเนินการร้องขอและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายคำมา จากนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำมาจึงไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด และโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง แสดงว่าการครอบครองและรับโอนที่ดินพิพาทเป็นการสืบสิทธิของนายคำมา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่านายคำมา ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังนางบุญทองหรือจำเลยผู้ครอบครองว่าโจทก์ไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่อย่างใด

ดังนั้น แม้โจทก์จะยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลานานเพียงใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ · อิศเรศ ชัยรัตน์ · ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5801/2552

จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ อ. และ ล. บิดามารดาโจทก์โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะจำเลยแจ้งว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลัง แต่ทำสัญญาซื้อขายไว้พร้อมกับส่งมอบหนังสือร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12487/2547

ที่ดินของจำเลยและที่ดินของมารดาและยายจำเลยตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันเป็นแปลงใหญ่ จำเลยทราบดีว่า ท. ยายจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่และเป็นที่ดินที่จำเลยได้ครอบครองทำกินอย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3421/2538

จำเลยขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ หลังจากครบกำหนดไถ่ถอนแล้วได้ทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ การที่จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทต่อมาหลังจากพ้นกำหนดไถ่ถอนการขายฝาก จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ หาได้สิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 391/2534

การที่จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รู้เห็นการกระทำดังกล่าว มิใช่เป็นการแย่งการครอบครองและไม่ถือว่าโจทก์สละสิทธิครอบครอง เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะอาศัยโจทก์มาแต่แ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2509

จำเลยขายฝากที่พิพาทไว้กับโจทก์ แต่ไม่ไถ่คืนภายในกำหนด จำเลยเช่าที่พิพาทจากโจทก์ จำเลยย่อมได้ชื่อว่ายึดถือครอบครองที่พิพาทในนามของโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ โจทก์ให้คนไปเก็บค่าเช่าที่พิพาทจากจำเลยใ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้