Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3324/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมโดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 เมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น เงินตามเช็คของโจทก์ร่วมจึงเข้าไปอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 4 ไปถอนเงินตามเช็คจากบัญชีของตน จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วม กับจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188 และ 352 กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 7,324,311 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 1,314,753 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 408,170 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 117,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดปัตตานีรวมโชค ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานยักยอก (ตามฟ้องข้อ 2.26, 2.34, 2.35, 2.36, 2.37, 2.38, 2.39, 2.40, 2.41, 2.42, 2.44, 2.47, 2.51, 2.52, 2.55, 2.60, 2.62, 2.66, 2.70 และ 2.71) จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 20 กระทง จำคุก 40 เดือน ฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้องข้อ 2.4, 2.6, 2.7, 2.8, 2.11, 2.14 และ 2.31) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน

รวม 7 กระทง จำคุก 42 เดือน ฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้องข้อ 2.1, 2.3, 2.5, 2.9, 2.10, 2.15 และ 2.19) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 7 กระทง จำคุก 42 เดือน ฐานร่วมกับจำเลยที่ 3 ยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 3 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้องข้อ 2.12 และ 2.13) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน

รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ฐานร่วมกับจำเลยที่ 4 ยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 4 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้อง ข้อ 2.2) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 142 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน

รวม 7 กระทง จำคุก 42 เดือน จำเลยที่ 3 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน จำเลยที่ 4 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 4,744,556 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 1,314,753 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 408,170 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 117,800 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.36 และ 2.37 เป็นความผิดกรรมเดียว จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานยักยอกตามฟ้องข้อ 2.26, 2.34, 2.35, 2.36, 2.37, 2.38, 2.39, 2.40, 2.41, 2.42, 2.44, 2.47, 2.51, 2.52, 2.55, 2.60, 2.62, 2.66, 2.70 และ 2.71 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 19 กระทง จำคุก 38 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 4,747,809 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้อง ข้อ 2.67, 2.68 และ 2.69 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า บันทึกคำรับสารภาพเป็นพยานหลักฐานเท็จ เนื่องจากมีข้อความผิดพลาดบางส่วนไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวกัลยาณี พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานสอดคล้องกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนายพิศาล ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมซึ่งพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่า ภายหลังพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพโดยระบุรายชื่อลูกค้าและจำนวนเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยักยอกไป และให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานไว้โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าบันทึกคำรับสารภาพดังกล่าวได้ทำขึ้นอย่างไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงโดยมีความผิดพลาดทั้งหมดหรือบางส่วนหรือจำเลยที่ 1 ถูกบังคับขู่เข็ญให้ลงลายมือชื่อโดยไม่สมัครใจ

อันจะนำมารับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ดังนั้นบันทึกคำรับสารภาพจึงไม่ใช่พยานหลักฐานเท็จตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา และสามารถนำมารับฟังได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.55 โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำผู้ออกเช็คมาเบิกความต่อศาล ทำให้คำเบิกความของนายพิศาลเป็นเพียงพยานบอกเล่าว่าจำเลยที่ 1 รับเช็คฉบับใดมานั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมได้นำนายจรูญ เจ้าของแพปลา ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คดังกล่าวมาเบิกความยืนยันว่าได้มอบเช็คดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระค่าน้ำมันแก่โจทก์ร่วมแล้ว นายจรูญซึ่งเป็นผู้ออกเช็คย่อมเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ได้ดี และยังเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพิศาลผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมด้วย

พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังนายพิศาลซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพียงปากเดียวแล้วลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามฟ้อง ข้อ 2.1, 2.6 ถึง 2.8, 2.11 และ 2.14 ว่าจำเลยที่ 4 เอาเช็คของโจทก์ร่วมไปนั้น เห็นว่า ความผิดตามฟ้องดังกล่าว ยกเว้นข้อ 2.7 โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสุวัฒน์ อดีตพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาปัตตานี พยานบุคคลมาเบิกความประกอบพยานเอกสารใบฝากเงิน เช็ค และรายการบัญชี ส่วนความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.7 โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางทัศนา พนักงานธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปัตตานี พยานบุคคลมาเบิกความประกอบพยานเอกสารสำเนาใบฝาก

เช็ค และรายการบัญชี ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพิศาลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ย่อมไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ตามที่นำสืบมา หาใช่รับฟังนายพิศาลผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพียงปากเดียวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไว้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.4 นางสาวปานทิพย์ ให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 นำเช็คตามฟ้องไปเรียกเก็บเงินวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 แล้วถอนเงินเกือบเต็มจำนวนโอนเข้าบัญชีนายสมชาย

หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมเป็นการขาดเจตนายักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คที่รับแทนโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีอื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ย่อมถือได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักยอกเงินของโจทก์ร่วมอันเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว แม้ภายหลังจำเลยที่ 1 จะโอนเงินคืนโจทก์ร่วมก็ตาม ก็ไม่ทำให้ความผิดที่สำเร็จแล้วกลับคืนมาเป็นว่าไม่เป็นความผิดได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาข้อต่อไปว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.19 โจทก์และโจทก์ร่วมนำนางนพวรรณ มาเบิกความประกอบคำเบิกความของนายพิศาลเพียงปากเดียวว่าจำเลยที่ 1 รับเช็คดังกล่าวแล้วไม่ส่งให้โจทก์ร่วมโดยไม่นำผู้ออกเช็คมาเบิกความด้วย

ทำให้นายพิศาลเป็นเพียงพยานบอกเล่า รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่นายเกียรติศักดิ์ ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คดังกล่าวชำระหนี้แก่นางนพวรรณ นางนพวรรณจึงเป็นผู้ทรงเช็คดังกล่าวโดยชอบและเป็นผู้มอบเช็คดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 นางนพวรรณย่อมเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ได้ดี และนางนพวรรณเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพิศาลผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมอีกด้วย หาใช่รับฟังนายพิศาลที่เป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยังฎีกาข้อกฎหมายว่า โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องไม่สมบูรณ์ โดยระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดนั้น

ๆ ทั้ง 71 กรรม ไม่ครบถ้วนก็ดี บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยที่ 1 รับเงินสดแต่ไม่บรรยายว่ายักยอกเวลาใด หรือฟ้องข้อ 2.52 และ ข้อ 2.55 บรรยายว่าจำเลยที่ 1 รับเงินแต่นำสืบว่ารับเช็คก็ดี นั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้เป็นข้อยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 สามารถยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง เห็นว่า การที่โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า เหตุตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.71 เกิดที่ตำบลอาเนาะรู ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี เกี่ยวพันกัน ถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องมาถูกต้องครบถ้วนแล้ว

ส่วนที่ไม่ได้บรรยายสถานที่เกิดเหตุที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา หรือไม่ได้บรรยายฟ้องวันเวลายักยอกด้วย เห็นว่า ฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 กระทำความผิดครบองค์ประกอบของความผิดโดยระบุวัน เวลาและสถานที่กระทำผิด รวมทั้งบุคคล และสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควร เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดีสามารถต่อสู้คดีตามฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมได้แล้ว ส่วนสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวและข้อเท็จจริงอื่นที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกามานั้น เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 หลงต่อสู้ จำเลยที่ 1 และที่ 4 เข้าใจข้อหาได้ดี

ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมจึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาข้อกฎหมายอีกว่า ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์นั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและร้อยตำรวจเอกคณนาถ พนักงานสอบสวนมาเบิกความสอดคล้องตรงกันว่าได้มีการร้องทุกข์ภายในอายุความแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่นย่อมไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว

ยังมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 อีกว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรกแล้วเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท โดยจะมีความผิดตาม มาตรา 188 อีกไม่ได้ก็ดี และจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมจึงไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมได้ก็ดี ฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงขัดแย้งกันนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้เป็นข้อยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ก็สามารถยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมได้รับเช็คจากลูกค้าโจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมแล้ว

แทนที่จะนำเช็คนั้นเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แต่กลับนำไปเข้าบัญชีของจำเลยกับพวกเพื่อเรียกเก็บเงิน แล้วเก็บเงินตามเช็คนั้นไว้เอง จึงมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร (เช็ค) ของโจทก์ร่วม และทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสาร (เช็ค) ของโจทก์ร่วมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และฐานยักยอกเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 อันเป็นกฎหมายบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 จะเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้หรือไม่นั้น

เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วม โดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 เมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น เงินตามเช็คของโจทก์ร่วมจึงเข้าไปอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 4 ไปถอนเงินตามเช็คจากบัญชีของตน

จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ขัดแย้งกันตามที่ฎีกามา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 188 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แต่กฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาติชาย กริชชาญชัย · ทวี ประจวบลาภ · แก้ว เวศอุไร
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปัตตานี - นายวนนท์ บุญรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.352/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ115/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ796/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้