Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3342/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ แต่ไม้และอุปกรณ์ทำไม้มีจำนวนเพียงเล็กน้อย โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นมากเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรลดลงให้เหมาะสมแก่รูปคดีแม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ฎีกา แต่เหตุดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 89

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 47, 73, 74 ทวิ,74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2505 มาตรา 18พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 มาตรา 7, 19, 28พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2522 มาตรา 9 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2525 มาตรา 4 พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามพ.ศ. 2505 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งความนำจับด้วยจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้

พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ลงโทษฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 2 ปี ฐานแปรรูปไม้มะค่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 2 ปีฐานมีไม้มะค่าโมงไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปีรวมจำคุกคนละ 6 ปี ของกลางริบจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2530 เวลาประมาณ 9 นาฬิกาได้มีชาวบ้านประมาณ 200 คน ไปล้อมบ้านจำเลยที่ 3 ไว้ เนื่องจากทราบว่าการทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต รอจนเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงจึงได้จับจำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ในบริเวณบ้านจำเลยที่ 3 พร้อมทั้งยึดไม้แปรรูปและเครื่องมือแปรรูปไม้ตามบัญชีทรัพย์ของกลางเอกสารหมาย ป.จ.2และบัญชีรายละเอียดของไม้ เอกสารหมาย จ.4 ได้ที่บ้านจำเลยที่ 3ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ที่บ้าน เมื่อจำเลยที่ 3 กลับมาจึงได้ถูกจับกุมด้วย ท้องที่ที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามสำเนาประกาศกระทรวงเกษตร เอกสารหมาย จ.6 และไม้มะค่าโมงเป็นไม้หวงห้ามประเภท

ก. ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2505คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ร่วมกระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายถาวร มะเทวินและนายเอกพล ไชยวุฒิ มาเบิกความเป็นประจักษ์พยานต่อศาลว่าเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2530 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พยานทั้งสองพร้อมด้วยชาวบ้านประมาณ 200 คน ได้พากันไปล้อมบ้านจำเลยที่ 3ที่ทราบว่ามีการทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยให้นายจันทร์ นนทมาลย์ผู้ใหญ่บ้านไปตามตำรวจมาจับกุมคนร้าย พยานเห็นจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 กับชายอีก 2 คนกำลังทำโต๊ะ 2 ตัว ในบริเวณบ้านจำเลยที่ 3 โดยเห็นจำเลยที่ 1 เป็นคนใช้กบไสไม้ จำเลยที่ 2เป็นคนทาเชลแล็ก ล้อมอยู่ประมาณ 30 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึงชายอีก 2 คนนั้นหลบหนีไปได้

ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พากันวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์เพื่อจะหลบหนี ชาวบ้านจึงชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไว้ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสุชาติ เสนางคนิกรกรรมการหมู่บ้านมาเบิกความสนับสนุนด้วยว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม2530 ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน พยานได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าที่บ้านจำเลยที่ 3 มีการทำไม้เถื่อน จึงได้ไปดูและเห็นมีคนกำลังไสไม้ทำโต๊ะเป็นชายทั้งหมดรวม 4 คน จำได้เพียง 2 คนคือจำเลยที่ 1และที่ 2 ประกอบกับร้อยตำรวจตรีฉันรไชย (บุญเลื่อน) ฉัตรแก้วมณีร้องสารวัตรปกครองป้องกันสถานีตำรวจภูธรอำเภองาวกับว่าที่ร้อยตรีสุวรรณ พิณตานนท์ และนายอภิชาติ โตดิลกเวชย์ปลัดอำเภอวาว ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า

เมื่อได้รับแจ้งเหตุและมาถึงบริเวณบ้านจำเลยที่ 3 แล้ว ชาวบ้านได้ชี้ให้จับจำเลยที่ 1 และที่ 2ซึ่งกำลังจะหลบหนีโดยรถจักรยานยนต์ไว้ได้ พยานโจทก์ดังที่กล่าวมานี้ไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อนอีกทั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่คนละฝ่ายกันด้วย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะร่วมกันเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยโดยไม่เป็นความจริงขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานทุกคนมีโอกาสเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนและเป็นเวลานาน เชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่าคำเบิกความดังกล่าวเป็นความจริง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้ที่มาจอดรถจักรยานยนต์เพื่อมุงดูเหตุการณ์ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2นำสืบมาจริงแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่ชาวบ้านจะชี้ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวไว้แต่อย่างใด ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขัดต่อเหตุผล

ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์การทำไม้ที่ยึดได้บนบ้านของจำเลยที่ 3 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายถาวร มะเทวิน กับนายเอกพล ไชยวุฒิ สอดคลองต้องกันว่าได้มีการนำขึ้นไปเก็บไว้บนบ้านของจำเลยที่ 3 ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึง มิใช่เป็นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตำหนิพยานหลักฐานโจทก์ว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปยึดเครื่องมือและอุปกรณ์การแปรรูปไม้ที่บนบ้านจำเลยที่ 3 นั้น ทำให้เป็นพิรุธว่าในวันเกิดเหตุน่าจะไม่มีการแปรรูปไม้แต่อย่างใด

อนึ่งแม้ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะได้ให้การปฏิเสธ แต่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสำราญ เจริญกิจ พนักงานสอบสวนว่าในชั้นที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ก็ได้ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.5แผ่นที่ 2 และ ป.จ.6 แผ่นที่ 2 ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จำเลยลงชื่อในเอกสารหมาย ป.จ.5 แผ่นที่ 2ลงในกระดาษเปล่านั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ รับฟังไม่ได้พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เห็นว่าไม้และอุปกรณ์การทำไม้ของกลางมีจำนวนเพียงเล็กน้อย โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นมากเกินไปสมควรลดลงให้เหมาะสมแก่รูปคดี แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ฎีกาแต่เหตุดังกล่าวเป็นเหตุให้ลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 89"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2489 มาตรา 48, 73 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ลงโทษฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปี ฐานแปรรูปไม้มะค่าโมงโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ1 ปี ฐานมีไม้มะค่าโมงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี ของกลางริบ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · ชุม สุกแสงเปลง · พินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8701/2547

จำเลยทั้งสองวางแผนลวงโจทก์ร่วมไปในที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 1 กระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมลงมาจากรถและร้องบอกจำเลยที่ 2 ว่ามาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงเดินออกมาจากข้างทาง เมื่อโจทก์ร่วมปฏิเสธไม่ยอมถอดเสื้อผ้าตามคำส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2544

ไม้สักแปรรูปที่เจ้าพนักงานยึดเป็นของกลางในคดีนี้มีจำนวนเพียง 1 แผ่น ปริมาตร 0.268 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนักประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2567

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้ามีหน้าที่เบิกสินค้าโจทก์ไปจากคลังสินค้าเพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้าตามราคาที่โจทก์เป็นผู้กำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้เท่าใดในแต่ละวัน จะต้องนำเงินค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2566

ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ และความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้