Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3349/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. ดำเนินคดีแทนโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะหากปรากฏว่าโจทก์มิได้มอบอำนาจให้ ส. ดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องและศาลย่อมพิพากษายกฟ้อง แม้จำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธไว้ ก็มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบในเรื่องการมอบอำนาจไว้เพราะมีจำเลยอื่นขาดนัดพิจารณา แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานดังกล่าวได้ว่าได้มีการมอบอำนาจกันจริง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์มีกำหนดเวลา 6 เดือน โดยมีข้อความในสัญญาค้ำประกันเท้าความถึงสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีว่ามีจำนวนเงิน 50,000 บาท และจำเลยที่ 3 สมัครใจยอมค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตลอดจนดอกเบี้ย ดังนี้ เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำกัดวงเงินเบิกเกินบัญชีไว้ไม่เกิน 50,000 บาท ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงจำกัดเฉพาะจำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาทกับดอกเบี้ยเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าหนึ่งวันก่อนครบ 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญา จำเลยที่ 1เป็นหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย 95,000 บาทเศษ ไม่อาจแยกได้ว่า ในจำนวนนี้เป็นเงินเบิกเกินบัญชีเท่าใดและเป็นดอกเบี้ยเท่าใด ทั้งไม่ได้ความชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีรวมกับดอกเบี้ยของเงินจำนวนนั้นถึง 50,000 บาท เมื่อใดในระหว่างระยะเวลา 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญาจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในยอดหนี้ในวันดังกล่าวเพียง 50,000 บาทเท่านั้น เมื่อมีการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามบัญชีเดินสะพัดการชำระหนี้ย่อมจะต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัดคือให้กระทำได้เมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือเมื่อครบกำหนด 6 เดือนตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ให้หมดสิ้น และโจทก์มิได้หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังเจตนาให้มีบัญชีเดินสะพัดอยู่ต่อไปต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับหนังสือซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 29 มีนาคม 2522 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดและได้มีการเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดในวันที่ 29 มีนาคม 2522 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันดังกล่าวต่อแต่นั้นไปคงเรียกได้แต่ดอกเบี้ยธรรมดา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารโจทก์ สาขาสำโรง ในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท กำหนดระยะเวลา ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญาสำหรับจำนวนเงินที่เบิกเงินเกินบัญชีไปให้ถือเอาตามบัญชีกระแสรายวันในวันเดียวกันจำเลยที่ ๓ ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวโดยยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชดใช้เงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์จนครบถ้วนต่อมาจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้เบิกเงินและรับเงินไปจากโจทก์หลายครั้งจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาคือวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๐ เกินบัญชีไปเป็นเงิน ๙๔,๑๙๙ บาท ๑๖ สตางค์ โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน ๑๕ วัน

นับแต่วันได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยจะต้องชำระหนี้ภายในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๒ อันเป็นวันครบกำหนดที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม แต่จำเลยเพิกเฉย หนี้ถึงวันผิดนัดเป็นเงิน ๑๒๗,๑๑๕ บาท ๖๘ สตางค์ ดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องอีก ๒,๙๗๗ บาท ๖๕ สตางค์ ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ภายในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท มีกำหนด ๖ เดือนเท่านั้น จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดในจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ เบิกเกินไปกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ควรคิดดอกเบี้ยทบต้นจากเงินที่เบิกไปเมื่อครบ ๖ เดือนแล้วไม่ถูกต้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ถึงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๒ อันเป็นวันผิดนัดเป็นเงิน ๑๒๗,๑๑๕ บาท ๖๘ สตางค์ ข้อความตามสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ ๓ ทำไว้มิได้จำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้เพียง ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้เงินต้นและดอกเบี้ยตามฟ้อง จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์ สาขาสำโรง เอกสารหมาย จ.๓ มีความว่า จำเลยที่ ๑ ขอเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์เป็นจำนวนไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดระยะเวลา ๖ เดือนนับจากวันทำสัญญา ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีจำเลยที่ ๑ ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันที่ ๕ ของเดือนถัดไปทุกเดือนหากไม่ชำระยอมให้นำดอกเบี้ยรวมเข้ากับเงินเบิกเกินบัญชีและกลายเป็นเงินเบิกเกินบัญชี และในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นั้นจำเลยที่ ๓ ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๔ มีความว่าเนื่องจากธนาคารโจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ เบิกเงินจากโจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทนั้น

จำเลยที่ ๓ ทราบข้อความในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวโดยตลอดแล้ว จำเลยที่ ๓ สมัครใจยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวแล้วตลอดจนดอกเบี้ย และเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวนั้นทั้งสิ้นจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยครบถ้วน แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ปัญหาที่จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเสนีย์ดำเนินคดีแทนโจทก์ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๓ มิได้ให้การปฏิเสธไว้ก็มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ

พิเคราะห์แล้วหากทางพิจารณาปรากฏว่าโจทก์มิได้มอบอำนาจให้นายเสนีย์ดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องและศาลย่อมพิพากษายกฟ้อง ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยที่ ๓ ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยแต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปทีเดียวปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ มิได้ให้การปฏิเสธว่าโจทก์มิได้มอบอำนาจให้นายเสนีย์ดำเนินคดีแทนโจทก์เหตุที่โจทก์นำสืบในข้อนี้เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา แล้ววินิจฉัย ข้อเท็จจริงเชื่อว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเสนีย์ดำเนินคดีแทนโจทก์จริง

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาต่อไปว่า ตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดต่อโจทก์ในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทและดอกเบี้ยนั้น เห็นว่าข้อความในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๔ เท้าความถึงสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.๓ ว่ามีจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วมีข้อความอีกว่าจำเลยที่ ๓ สมัครใจยอมค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้นตลอดจนดอกเบี้ย ดังนี้ เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.๓ จำกัดวงเงินเบิกเกินบัญชีไว้ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ความรับผิดของจำเลยที่ ๓ จึงจำกัดเฉพาะจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ เบิกเกินบัญชีไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยของเงินจำนวนนั้นเท่านั้น หากโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เบิกเงินเกินบัญชีไปเกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๓ ก็ไม่ต้องรับผิดในจำนวนเงินที่เบิกเกิน ๕๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งดอกเบี้ยของเงินที่เบิกเกิน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๐ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ๙๕,๓๙๘ บาท ๓๕ สตางค์ (หลังจากนั้นบัญชีของจำเลยที่ ๑ ไม่มีการเข้าออกแต่อย่างใดโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเงิน ๑๓๐,๐๙๓ บาท ๓๓ สตางค์ ส่วนที่เกิน ๙๕,๓๙๘ บาท ๓๕ สตางค์เป็นดอกเบี้ยซึ่งเกิดจากจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีทั้งสิ้น) ไม่อาจแยกได้ว่าในจำนวนนี้เป็นเงินเกินบัญชีเท่าใดและเป็นดอกเบี้ยเท่าใดทั้งไม่ได้ความชัดว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีรวมกับดอกเบี้ยของเงินจำนวนนั้นถึง ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อใดในระหว่างระยะเวลา ๖ เดือนนับแต่วันทำสัญญา

ดังนี้เห็นว่า จะให้จำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดในยอดหนี้เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๐ เป็นเงินถึง ๙๕,๓๙๘ บาท ๓๕ สตางค์ มิได้เพราะอาจมีเงินเบิกเกินบัญชีเกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาทก็ได้ จำเลยที่ ๓ จึงชอบที่จะต้องรับผิดในยอดหนี้ถึงวันดังกล่าวเพียง ๕๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ปัญหาเรื่องการเรียกดอกเบี้ยทบต้นนั้นเห็นว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นข้อตกลงที่จะให้มีบัญชีเดินสะพัด เมื่อมีการปฏิบัติตามบัญชีเดินสะพัดต่อกันแล้ว การชำระหนี้ย่อมจะต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัด คือให้กระทำได้เมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือ ปรากฏว่าในวันครบกำหนด ๖ เดือนตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ ๑ มิได้ชำระหนี้ให้หมดสิ้น และโจทก์ก็มิได้หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือแต่อย่างใด

แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ยังเจตนาให้มีบัญชีเดินสะพัดอยู่ต่อไป โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๒ไปยังจำเลยที่ ๑ ให้จัดการชำระหนี้ตามยอดหนี้ในบัญชีกระแสรายวันซึ่งคิดเพียงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ เป็นเงิน ๑๒๕,๔๖๔ บาท ๐๓ สตางค์ ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือทวงถามแล้วครบกำหนดในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๒ แต่หาได้ชำระหนี้ไม่ ในวันครบกำหนดตามหนังสือทวงถามยอดหนี้ตามบัญชีกระแสรายวัน ๑๒๗,๑๑๕ บาท ๖๘ สตางค์ดังนี้ จึงถือว่าได้มีการเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๒ นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันที่กล่าวนั้น ตั้งแต่นั้นไปสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันและจำเลยที่ ๑ ผิดนัดแล้วโจทก์จะเรียกดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ คงเรียกได้แต่ดอกเบี้ยธรรมดา

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ชำระเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๐ จนถึงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๒ และดอกเบี้ยธรรมดาอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งรวมกับดอกเบี้ยทบต้นเข้าด้วยแล้วนับแต่วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๒๒ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบูรณ์ บุญภินนท์ · อัมพล สุวรรณภักดี · สหัส สิงหวิริยะ
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสำราญ ชื่นเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ - นายมาโนช เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้