Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3358/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 อ้างว่า ฟ้องโจทก์ที่เรียกเอาค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าจ้างงานเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องอายุความตามฟ้องของโจทก์นั้น ศาลจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ทั้งหมด เมื่อตอนท้ายมาตรา 193/34 (1) ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า เว้นแต่การใช้สิทธิเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของลูกหนี้ ให้มีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า หนี้ค่าการงานในส่วนนี้ของโจทก์มีอายุความตามหลัก 2 ปี หรือมีอายุความตามข้อยกเว้น 5 ปี แม้โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่เข้าข่ายเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,316,139.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 9,128,832.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,326,444.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 3 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555) ต้องไม่เกิน 87,490.84 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าแห่งการงานอีก 5,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 3 มีนาคม 2553 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าแห่งการงานแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าจ้างงานเพิ่มเติมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1)

ทำให้มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ไม่ใช่ 2 ปี เป็นการวินิจฉัยในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้เมื่อโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้และฟ้องแย้ง โดยในเรื่องอายุความนั้น จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า โจทก์ร่วมส่งมอบงานงวดสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์จึงย่อมมีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ช่วงเวลาดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้ล่วงเลยอายุความ 2 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ และเมื่อโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยบรรยายถึงเรื่องอายุความว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแจ้งไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงยังอยู่ในระยะเวลา 2 ปี

ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ทั้งนี้แม้ในชั้นพิจารณา ตามที่โจทก์นำสืบพยานนั้น จะมิได้มีการนำสืบให้ศาลเห็นว่าคดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ 5 ปี จำเลยที่ 1 จึงฎีกาเป็นประเด็นข้อต่อสู้ว่า ในการพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้น โจทก์ยังมิได้มีการหยิบยกว่าคดีของโจทก์มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193 (5) เพราะเหตุเข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย เพิ่งจะมาหยิบยกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ และโดยที่กำหนดอายุความดังกล่าวเป็นเรื่องข้อยกเว้น จึงเป็นหน้าที่และภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่จะนำสืบให้ศาลเห็นเป็นที่กระจ่างชัดว่า การว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างรีสอร์ตและบ้านพักตามฟ้องนั้น เป็นกรณีทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง แต่โจทก์ก็หาได้หยิบยกและนำสืบเพื่อพิสูจน์ถึงข้อยกเว้นดังกล่าวให้ศาลเห็นไม่

ดังนั้น ปัญหาเรื่องอายุความ 5 ปี จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับด้วยความสงบเรียบร้อย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยปัญหานี้ให้ และพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยที่ 1 แพ้คดีตามคำฟ้องนั้น จึงไม่ชอบ คดีต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่า คดีในส่วนคำฟ้องของโจทก์นั้นขาดอายุความแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าแห่งการงานอีก 5,800,000 บาท แก่โจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาพิเคราะห์ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า ในชั้นที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนั้น

ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความตัดฟ้องของโจทก์ไว้แล้วว่า เนื่องจากโจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์จึงมีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ช่วงเวลาดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงล่วงเลยอายุความ 2 ปี แล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 อ้างว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แล้ว ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องอายุความตามฟ้องของโจทก์นั้น ศาลจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ทั้งหมด เมื่อความตอนท้ายมาตรา 193/34 (1) ได้มีบัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า เว้นแต่การใช้สิทธิเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของลูกหนี้

คือ จำเลยที่ 1 นั้นเอง ให้มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่า กรณีหนี้ค่าการงานในส่วนนี้ของโจทก์นั้น มีอายุความตามหลัก 2 ปี หรือเข้าข้อยกเว้นเป็น 5 ปี แม้โจทก์จะเพิ่งกล่าวอ้างถึงในชั้นอุทธรณ์ก็ตามก็ไม่เข้าข่ายเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า กรณีของโจทก์ที่รับจ้างก่อสร้างรีสอร์ตและบ้านพักให้จำเลยที่ 1 นั้น ถือเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง โดยตรงหรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่นำสืบเกี่ยวกับรายละเอียดในการก่อสร้างเห็นได้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ให้ปลูกสร้างบ้านตามโครงการดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ที่จะนำบ้านในลักษณะทำเป็นรีสอร์ตออกให้บริการเช่าเป็นห้องพัก แก่ลูกค้าเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 ทั้งฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เองก็ยังเรียกค่าขาดรายได้จากการเปิดโครงการล่าช้าจากโจทก์ด้วย

แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำโครงการสร้างบ้านเป็นรีสอร์ต ออกให้เช่าบริการแก่ลูกค้า อันเป็นการทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 เอง กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามท้าย มาตรา 193/34 (1) มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เมื่อโจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายและขอเบิกเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าจ้างงานเพิ่มจากจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 การบังคับสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างค้างชำระจึงต้องเริ่มนับจากวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงยังไม่เกินกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ข้อวินิจฉัยในเรื่องอายุความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช · จินดา ปัณฑะโชติ · วันชัย ศศิโรจน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายบุญทำ รุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวินัย เรืองศรี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2966/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ123/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ92/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้