Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้การที่จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจะเป็นละเมิด แต่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะขนย้ายสินค้าและทรัพย์สินไปเก็บรักษาไว้ จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงฝ่ายโจทก์ให้โอกาสขนย้ายไปได้ สำหรับการขายสินค้าและทรัพย์สินก็ขายทอดตลาดโดยเปิดเผย แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้คอยดูแลติดต่อสอบถามและรับเอาสินค้ารวมถึงทรัพย์สินคืน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดนั้นอย่างไร จำเลยที่ 1 จึงขายทอดตลาดทรัพย์สินไป พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 โดยบัญญัติดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 223 มาใช้บังคับอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด" ตามพฤติการณ์แห่งคดีฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีส่วนผิดอันก่อให้เกิดความเสียหายเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยไปกว่าความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อมากนัก จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 8,188,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน สถานพยาบาลใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ 33 ซอย 3 (นานาเหนือ) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารอาคารและทรัพย์สิน จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งเลขานุการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของอาคารบี.เอช.ทาวเวอร์ ตั้งอยู่เลขที่ 68 ซอยรื่นฤดี สุขุมวิท 1 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาให้โจทก์เช่าพื้นที่ชั้นที่ 1 ของอาคารบี.เอช.ทาวเวอร์

เนื้อที่รวม 88 ตารางเมตร เพื่อให้โจทก์ประกอบกิจการขายสินค้าอุปโภคบริโภค (ร้านมินิมาร์ท) มีกำหนด 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาได้ต่ออายุสัญญาเช่ากันเรื่อยมา ครั้งสุดท้ายวันที่ 21 มกราคม 2553 มีกำหนด 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ตามสำเนาสัญญาเช่าและหนังสือต่อสัญญาเช่า หลังจากต่ออายุสัญญาเช่าครั้งสุดท้าย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 26 เมษายน 2554 แจ้งโจทก์ว่าสิ้นสุดการเช่า ขอให้โจทก์และบริวารออกจากพื้นที่เช่าภายในวันที่ 30 เมษายน 2554 ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้งดจ่ายกระแสไฟฟ้าในร้านค้าของโจทก์ วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 807/2554 และวันที่ 17 มิถุนายน 2554 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งว่า

จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่า ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า โดยให้โจทก์เช่าหรือให้โจทก์คงมีสิทธิใช้สอยพื้นที่เช่าต่อไป ห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการใดอันเป็นการรบกวนสิทธิหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นการขัดขวางการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1049/2554 จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งมาพร้อมกับคำให้การ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาคดีเข้าด้วยกันทั้งสองเรื่องและมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 210,727.14 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับสินค้าและทรัพย์สินที่ติดค้างอยู่ในร้านค้าของโจทก์และขนย้ายไปหรือไม่

เพียงใด ความเสียหายส่วนนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 2,550,000 บาท ในชั้นฎีกาโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามฟ้อง ฝ่ายจำเลยทั้งสามแก้ฎีกามีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า รายการสรุปราคาสินค้าและอุปกรณ์ในร้านของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ สินค้าบางรายการมีจำนวนมากกว่าความจริง ค่าเสียหายบางส่วนซ้ำซ้อนกับคดีก่อน และไม่มีการหักค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่น โจทก์ไม่เสียหายตามฟ้องก็มีส่วนให้รับฟังได้ และเมื่อคำนึงว่าคดีนี้เป็นเรื่องเช่าทรัพย์ ซึ่งการเช่าทรัพย์นั้นคือการที่บุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่าตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด โจทก์เป็นผู้เช่าย่อมทราบได้ตั้งแต่ต้นว่าเวลาของโจทก์มีจำกัด

โจทก์ไม่อาจจะใช้หรือได้รับประโยชน์ในพื้นที่ที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ 1 ตลอดไป เมื่อหมดอายุสัญญาเช่าหรือระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ตกลงต่อให้ตามที่ร่วมรู้เห็นตกลงกันไว้ โจทก์ก็ต้องออกไปจากพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินไป แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ออกไปจากพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินไป โจทก์ก็ไม่ดำเนินการ เมื่อจำเลยที่ 1 ตัดกระแสไฟฟ้า โจทก์ก็นำหม้อแบตเตอร์รี่มาใช้เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับให้แสงสว่างและใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าและได้ซื้อน้ำแข็งมาให้ความเย็นเพื่อรักษาสินค้าให้สดใหม่ การกระทำของฝ่ายโจทก์ก็แสดงออกถึงความดื้อดึงที่คิดแต่จะอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไป

ไม่คำนึงถึงพันธสัญญาที่ตนได้ทำไว้และไม่คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ตลอดถึงความเดือดร้อนของอีกฝ่ายหนึ่ง คิดแต่ตนเองฝ่ายเดียวสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้การเข้าครอบครองพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจะเป็นการละเมิด แต่ถึงอย่างไรการกระทำก็ยังพออาศัยอ้างอิงไปตามข้อสัญญาจากเบาไปหาหนัก ซึ่งสำหรับสินค้าและทรัพย์สินในร้านของโจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ในเวลาต่อมานั้น จำเลยที่ 1 ก็อ้างว่าได้มีหนังสือถึงฝ่ายโจทก์ให้โอกาสขนย้ายไปได้ และสำหรับการขายสินค้าและทรัพย์สินนั้นก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 1ได้กระทำโดยการขายทอดตลาด มีลักษณะเปิดเผย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้คอยดูแลติดต่อสอบถามและรับเอาสินค้ารวมถึงทรัพย์สินคืน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดนั้นอย่างไร

จำเลยที่ 1 จึงขายทอดตลาดทรัพย์สินไป พฤติการณ์แห่งคดีดังที่กล่าวมาถือได้ว่าเป็นกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 โดยบทบัญญัติดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด"

ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีดังได้กล่าวแล้วเห็นได้ว่าฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายก็มีส่วนผิดอันก่อให้เกิดความเสียหายเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยไปกว่าความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อมากนัก จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ โดยไม่เกี่ยวกับค่าสินค้าและทรัพย์สินที่ได้จากการขายทอดตลาดและมีการคิดหักกันไปแล้ว แก่โจทก์ 250,000 บาท ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ ดังกล่าวแล้วว่าคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะเรื่องการนำสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ที่อยู่ในร้านค้าของโจทก์ออกไปประมูลขาย ทำให้โจทก์เสียหาย ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำทรัพย์สินของโจทก์จากร้านค้าออกประมูลขายอย่างไร

ฎีกาของโจทก์กล่าวชัดแจ้งเฉพาะเรื่องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในขั้นตอนของการกลับเข้าครอบครองในพื้นที่ที่เช่า แต่ไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปมีส่วนทำการหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ที่ตกค้างอยู่ในร้านของโจทก์และขนย้ายไปขายทอดตลาด อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมาในตอนหลังด้วยหรือไม่ อย่างไร ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วนฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เถกิงศักดิ์ คำสุระ · นิพันธ์ ช่วยสกุล · เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสุทธิศักดิ์ สิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ - นายชวลิต ยงพาณิชย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2522/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1218/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ561/2556
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้