Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3394/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 2และที่ 3 รับฝากเงินในสำนักงานของจำเลยที่ 1 โดยเปิดเผยไม่มีการห้ามปรามหรือดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1เชิดจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของตน จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธความรับผิดว่า มีข้อห้ามตามกฎหมายมิให้จำเลยที่ 1 รับฝากเงินและไม่มีหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 รับฝากเงินไว้ในกิจการของจำเลยที่ 1กิจการดังกล่าวอยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 และกิจการทั้งหมดจำเลยที่ 2 กระทำในนามส่วนตัวไม่ได้ ดังนั้น จำเลยที่ 1จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้ฝากเงินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้นำเงินจำนวน 100,000 บาท ไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการและมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการรับฝากเงินจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารมหานคร จำกัดสำนักงานใหญ่ ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2527 จำนวนเงิน 100,000 บาทเพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันกับโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำเช็คใส่ซองของจำเลยที่ 1 แล้วส่งมอบให้โจทก์ แต่ละเดือนพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้นำดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คมามอบให้โจทก์

พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับฝากเงินและลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวในฐานะตัวแทนผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2และที่ 3 ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระเงินจำนวน100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 110,625 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการประเภทเงินทุนเพื่อการพัฒนาและเพื่อการเคหะ

ไม่มีวัตถุประสงค์รับฝากเงินจากประชาชน การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับฝากเงินจากโจทก์เป็นธุรกิจส่วนตัวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนรับฝากเงินจากโจทก์ด้วยการออกเช็คชำระเงินคืนให้โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์นำเงินจำนวน 100,000 บาท ไปฝากไว้ ณ สำนักงานจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้รับฝากไว้แล้วออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อเช็คครบกำหนดสั่งจ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันออกเช็คฉบับใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.4 ให้โจทก์ยึดถือไว้แทนฉบับเดิม เช็คทั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย แต่มิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เมื่อเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 ครบกำหนด โจทก์นำเข้าเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย ปัญหาจึงมีว่า จำเลยที่ 1ต้องร่วมรับผิดใช้เงินตามเช็คต่อโจทก์หรือไม่

ปัญหานี้ปรากฏตามคำเบิกความโจทก์ว่า เงินที่นำฝากที่สำนักงานจำเลยที่ 1 ขณะนำฝากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1ฝากแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันออกเช็คให้โจทก์ยึดถือไว้ต่อมาพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำดอกเบี้ยใส่ซองจดหมายที่พิมพ์ชื่อและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ไปชำระให้โจทก์ และให้โจทก์ลงลายมือชื่อรับเงินในสมุดที่พนักงานของจำเลยที่ 1 ถือมา เมื่อเช็คครบกำหนดสั่งจ่ายจำเลยที่ 2 ชวนให้โจทก์ฝากเงินต่ออ้างว่าจำเลยที่ 1 กำลังขยายกิจการ เมื่อโจทก์ตกลงด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3ก็ออกเช็คฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.4 ให้โจทก์ยึดถือไว้แทนฉบับเดิมโดยบรรจุเช็คดังกล่าวในซองพลาสติกที่พิมพ์ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 อยู่

นายสมศักดิ์ แหลมทองสวัสดิ์ พนักงานฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยเบิกความว่า ในการเข้าตรวจสอบกิจการของจำเลยที่ 1 นั้น ได้พบเจ้าหนี้จำเลยที่ 1ถือเช็คของธนาคารมหานคร จำกัด สำนักงานใหญ่มาขอรับเงินจากจำเลยที่ 1 แต่เช็คดังกล่าวไม่มีตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ประทับอยู่เหมือนกับรายของโจทก์ จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับฝากเงินและออกเช็คให้โจทก์เป็นการส่วนตัว เลขบัญชีเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์และเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 1 นำเงินไปฝาก ณ สำนักงานของจำเลยที่ 1พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินไว้ จำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ร่วมออกเช็คสั่งจ่ายเงิน 100,000 บาทให้โจทก์

แม้จะไม่มีตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ประทับ แต่เมื่อครบกำหนดชำระดอกเบี้ย พนักงานจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้นำดอกเบี้ยไปจ่ายให้โจทก์โดยบรรจุในซองที่ตีพิมพ์ชื่อและที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ลงลายมือชื่อรับเงินในสมุดของพนักงานจำเลยที่ 1 ดังนี้จำเลยที่ 1จะปฏิเสธความรับผิดว่ามีข้อห้ามตามกฎหมายมิให้จำเลยที่ 1กระทำเช่นนั้นไม่มีหลักฐานว่า จำเลยที่ 1 รับเงินโจทก์ไว้ในกิจการของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวอยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 และกิจการทั้งหมดจำเลยที่ 2 กระทำในนามส่วนตัวย่อมไม่ได้เพราะการที่จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยให้มีการรับฝากเงินโดยกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ในสำนักงานของจำเลยที่ 1โดยเปิดเผย ไม่มีการห้ามปรามหรือดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 และที่ 3พฤติการณ์ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้กระทำการดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของตน ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เริงธรรม ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2540

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจการค้า การประกอบธุรกิจดังกล่าวจึงต้องมีการซื้อขายและต้องมีเงินทุนในการดำเนินกิจการ การกู้ยืมเงินมาเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 จึงเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3489/2536

การที่โจทก์นำเช็คเงินสดจำนวน 2,000,000บาท ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีการเรียกเก็บเงินแล้วไปที่บริษัทจำเลย พนักงานของจำเลยได้รับฝากเงินจำนวนดังกล่าวแล้วดำเนินการออกเช็คพิพาท ซึ่ง พ.กับง.กรรมการของบริษัทจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2566

ตามบทบัญญัติมาตรา 62 ป.พ.พ. การที่ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นคนสาบสูญถือว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าโจทก์ยังมีชี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2566

จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 66 ผู้แทนนิติบุคคลต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2563

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้