คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ได้ความว่าตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๑ เป็นต้นมา ส. จำเลยได้ไปซื้อของเชื่อมาจากร้านสามีโจทก์ ได้มีการผ่อนชำระหนี้กันไปบ้างแล้ว ยังคงค้างอีก ๕๗๐ บาท ๓๙ สตางค์ซึ่ง ส. จำเลยได้เซ็นชื่อรับรองจำนวนเงินหนี้ที่ค้างชำระนี้เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ ในเดือนนั้นเองสามีโจทก์ถึงแก่กรรม โจทก์เป็นผู้รับมฤดกจึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้หนี้รายนี้ ศาลเดิมแลศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้เงินตามฟ้องโจทก์ จำเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตาม ม.๑๖๕ (๑)แล้ว แลว่าการที่จำเลยเซ็นชื่อไว้ในบัญชีโดยไม่มีข้อความอื่นอย่างใดอีก จะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ตาม ม.๑๗๒ ไม่ได้ ทั้งการรับสภาพหนี้จะต้องทำเป็นหนังสือ จึงจะใช้บังคับได้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าหนี้ในของสิ่งใดที่ไม่เรียกร้องเกิน ๒ ปีซึ่งขาดอายุความตาม ม.๑๖๕(๑) แล้ว แต่เมื่อจำเลยไม่บอกปัดและการรับสารภาพหนี้ตาม ม.๑๘๘ ข้ออายุความที่จำเลยอ้างก็ตกไป ส่วนหนี้ในของสิ่งใดที่อายุความกำลังดำเนินอยู่แลยังไม่เกิน ๒ ปี เมื่อจำเลยรับสภาพหนี้อายุความก็สดุดหยุดลงตาม ม.๑๗๒ เห็นว่าตามบัญชีมีข้อความขัดว่าจำเลยซื้อของเชื่อสิ่งใดราคาเท่าใดเมื่อวันเดือนปีใดได้ผ่อนใช้แล้วแสดงค้างอีกเท่าใด ทั้งได้มีการคิดบัญชีตกลงหนี้ที่เกี่ยวค้างกันติดต่อกันมาเป็นลำดับ ทั้งจำเลยก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ตลอดจนถึงครั้งสุดท้ายด้วย เมื่อรวมกันเข้าจึงเป็นหนังสือรับสภาพความรับผิดที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์จึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษาให้ยืนตามศาลล่าง