คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,644,371.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีจากต้นเงิน 2,791,344.72 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยประกันแก่โจทก์ปีละ 2,344 บาท นับแต่วันฟ้องทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้แล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 2ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 29 มกราคม 2536เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันนัดเจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอศาลว่าโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเสีย พร้อมมีคำสั่งยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปตามกฎหมายศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวทนายความโจทก์จะมีนัดว่าความที่ศาลชั้นต้นและศาลแขวงพระนครเหนือรวม 2 เรื่องก็ตาม ทนายความโจทก์ก็มีทางแก้ไขโดยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีใดคดีหนึ่ง ซึ่งอาจทำได้ก่อนหรือในวันนัดพิจารณาโดยจะนำคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาไปยื่นเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นไปยื่นแทนก็ได้หรือในกรณีที่ไม่ต้องการเลื่อนคดี ในช่วงเช้าที่ทนายความโจทก์อ้างว่าได้ไปที่ศาลชั้นต้นก่อน แต่ไม่พบผู้ใด จึงเลยไปที่ศาลแขวงพระนครเหนือนั้น ทนายความโจทก์ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องหรือคำแถลงแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบได้ว่าทนายความโจทก์มีนัดว่าความ2 เรื่อง
คือ ที่ศาลชั้นต้นและศาลแขวงพระนครเหนือ และทนายความโจทก์ขอไปไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาที่ศาลแขวงพระนครเหนือก่อนก็ย่อมจะทำได้ การที่โจทก์ไม่ได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบก่อนเช่นนี้ เป็นกรณีโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาให้ศาลทราบก่อนจึงถือได้ว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณาพิพากษายืน