Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การพิจารณาว่า กรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานจะนำเหตุที่จำเลยได้สอบสวนข้อเท็จจริงและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์มาเป็นข้อพิจารณาหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ และโจทก์ที่ 4 ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ได้ปกปิดช่วยเหลือผู้กระทำผิด ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีร้ายแรงตามที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเหตุเลิกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปตามเดิมได้ แต่ถ้าเห็นว่านายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ด้วยดี ศาลแรงงานก็มีอำนาจสั่งไม่ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายแทนตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่าเสียหายที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องพิจารณาสั่งตามข้อเท็จจริงในสำนวน ส่วนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ และเงินโบนัส นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน ศาลแรงงานจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่มีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเท่านั้น เมื่อปรากฎว่าศาลแรงงานยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจะให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงาน หรือจะให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานพิจารณาในปัญหาดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 4 ที่ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ที่ 4 ไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าว และศาลแรงงานก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรม หากมีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเสมือนไม่มีการเลิกจ้างหรือ จะสั่งให้นายจ้างใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างแทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหรือกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของนายจ้างแต่อย่างใดไม่ โจทก์ที่ 4 จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย โจทก์ที่ 1 และที่ 4 มีคำขอบังคับในฟ้องเป็นเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 กับจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1และที่ 4 ดังนั้นถ้าศาลแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงานแล้ว คำขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จย่อมตกไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ที่ 2

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2538นายสุรศักดิ์ ไตรรัตน์ กับพวกโจทก์๘ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจำเลย ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31การพิจารณาว่า กรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานจะนำเหตุที่จำเลยได้สอบสวนข้อเท็จจริงและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์มาเป็นข้อพิจารณาหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ และโจทก์ที่ 4 ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ได้ปกปิดช่วยเหลือผู้กระทำผิด ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีร้ายแรงตามที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเหตุเลิกจ้าง

การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปตามเดิมได้ แต่ถ้าเห็นว่านายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ด้วยดี ศาลแรงงานก็มีอำนาจสั่งไม่ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายแทนตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่าเสียหายที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องพิจารณาสั่งตามข้อเท็จจริงในสำนวน ส่วนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ และเงินโบนัส นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่มีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเท่านั้น เมื่อปรากฎว่าศาลแรงงานยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจะให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงาน หรือจะให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานพิจารณาในปัญหาดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 4 ที่ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ที่ 4 ไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าว และศาลแรงงานก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรม

หากมีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามเดิมเสมือนไม่มีการเลิกจ้างหรือ จะสั่งให้นายจ้างใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างแทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหรือกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของนายจ้างแต่อย่างใดไม่ โจทก์ที่ 4 จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย โจทก์ที่ 1 และที่ 4 มีคำขอบังคับในฟ้องเป็นเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 กับจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1และที่ 4 ดังนั้นถ้าศาลแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กลับเข้าทำงานแล้ว

คำขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จย่อมตกไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ บุณยเนตร · พรชัย สมรรถเวช · ธวัชชัย พิทักษ์พล
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนาศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้รับหนังสือลาออกจากโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อ ร. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ซึ่งหมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14560/2558

คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11269/2558

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้