Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3424/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีการเปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในเขตท้องที่ดังกล่าวแล้ว จำเลยซึ่งเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว การที่ศาลชั้นต้นไม่โอนคดีไปพิจารณาในแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว แสดงว่าศาลชั้นต้นเห็นแล้วว่าไม่สมควรโอนคดีไปการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นจึงชอบ และศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวก็ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ แต่หากศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาใช้ได้ตามมาตรา 136 ประกอบมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 83 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 277 วรรคสาม ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ และจำเลยที่ 3 อายุไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสามคนละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. 53, 75 และ 76 แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 16 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่นั้น เห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายนั้น มิได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญหรือข่มขืนใจผู้เสียหายเลย จริงอยู่ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ยินยอมและพยายามที่จะขัดขืน แต่พฤติการณ์ที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีการพูดข่มขู่หรือประทุษร้าย ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ถอดกางเกงของผู้เสียหายได้โดยไม่ลำบาก ทั้งขณะกระทำชำเรากันยังมีการใช้ผ้าห่มคลุมตัวคนทั้งสองให้ปิดบังจากสายตาผู้อื่น และผู้เสียหายมิได้แสดงกิริยาอาการขัดขืนเมื่อถูกจำเลยที่ 3 เข้ามากอดจูบและกระทำชำเรา

ร้อยตำรวจเอกไพศาล สุวรรณทา พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าในวันเกิดเหตุได้สอบถามผู้เสียหาย ผู้เสียหายแจ้งเพียงว่าถูกจำเลยที่ 1 กอดและจับนม ทั้งไม่ติดใจเอาความ จึงบอกให้บิดามารดาผู้เสียหายกลับไป ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ตอนแรกผู้เสียหายบอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าจะไม่เอาเรื่องกับจำเลยทั้งสาม ซึ่งน่าจะเป็นข้อสนับสนุนว่า ผู้เสียหายมิได้ถูกจำเลยทั้งสามกับพวกบังคับข่มขืนใจให้จำยอมต่อสิ่งใดแต่อย่างใด คดีจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมเช่นกัน พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามได้กระทำชำเราผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกันตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอฟังว่า

จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมผู้เสียหาย และโดยผู้เสียหายนั้นไม่ยินยอมอันจะเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมา แต่การที่จำเลยทั้งสามได้กระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี และไม่ใช่ภริยาของตน ไม่ว่าผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ย่อมเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาขึ้นมาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่งที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ขอให้โอนคดีไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นผู้พิจารณาพิพากษา หรือใช้วิธีการเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 เห็นว่าคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเยาวชนร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ใช่เด็กหรือเยาวชนต่อศาลชั้นต้นและระหว่างการพิจารณาได้มีการเปิดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะโอนคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพิจารณาพิพากษาในศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้ แต่การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวแสดงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้ว

เห็นว่าไม่สมควรโอนคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพิจารณาพิพากษาในศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมิได้โอนคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพิจารณายังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวของศาลชั้นต้น แต่ได้ทำการพิจารณาพิพากษาคดีของจำเลยทั้งสามไปพร้อมกันจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคดีนี้ไม่อาจโอนคดีของจำเลยที่ 1 ไปพิจารณาพิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาได้ แต่อย่างไรก็ดี หากศาลฎีกาเห็นสมควร ศาลฎีกามีอำนาจที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาใช้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ทั้งนี้โดยอาศัยมาตรา 136 ประกอบมาตรา 59 ของ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ขณะกระทำผิด จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามมาตรา 76 คนละกึ่งหนึ่งให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพต่อศาล ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 4 ปี ขณะกระทำผิด จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ถือว่ายังอ่อนด้อยในด้านสติปัญญาและความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ขณะนี้อายุกว่า 20 ปีแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียนในระดับอุดมศึกษา จึงให้นำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 106 มาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 โดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 2 ปี แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำไม่คิดกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งโดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 ปรับ 15,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 107 โดยให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในสถานฝึกและอบรมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนด 3 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ต่อมาจำเลยที่ 3 กับผู้เสียหายได้สมรสกันแล้ว เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · มงคล คุปต์กาญจนากุล · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอรรพร บู่สาลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้