Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3426/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ++ ++ จำเลยติดต่อกับผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายไปทำงานในประเทศกาตาร์ ตำแหน่งพนักงานขับรถ มีเงินเดือน เดือนละประมาณ 8,000 บาท และเก็บเงินจากผู้เสียหายรวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 30,000 บาท เป็นค่าช่วยเหลือให้ความสะดวกในการส่งผู้เสียหายไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 16,000 บาทรวมอยู่ด้วย เมื่อผู้เสียหายเดินทางไปถึงบริษัทที่ประเทศกาตาร์ ประมาณ 3 สัปดาห์ก็ยังไม่ได้ทำงาน เนื่องจากไม่มีงานในตำแหน่งพนักงานขับรถตามที่จำเลยกล่าวอ้างต่อจากนั้นบริษัท ม.ให้ผู้เสียหายทำงานขัดหิน เงินเดือนเดือนละประมาณ 4,000 บาทผู้เสียหายแจ้งแก่นายจ้างว่าต้องการกลับประเทศไทย แต่ได้รับคำชี้แจงว่าผู้เสียหายต้องทำงานหาเงินเป็นค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินกลับประเทศไทยเอง ผู้เสียหายจึงต้องทำงานต่อไปอีกจนได้ค่าจ้างเป็นเงินเพียงพอเป็นค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินแล้วเดินทางกลับประเทศไทย และทวงถามเงินคืนจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้หลังจากผู้เสียหายกลับมาถึงประเทศไทยเพียงไม่กี่วัน ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 45,000 บาทโดยจ่ายให้ผู้เสียหายในวันที่ตกลงกันจำนวน 25,000 บาท ส่วนอีก 20,000 บาทจะจ่ายให้ผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายไปแถลงต่อศาลว่าไม่เอาความแก่จำเลย นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านจำเลยพบเครื่องโทรสาร เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า ตรายาง และสิ่งของรายการอื่น ๆ อีกหลายอย่าง รวมทั้งหนังสือเดินทางจำนวน 29 เล่ม ซึ่งค้านกับข้ออ้างของจำเลยที่ว่าไม่ได้จัดหางาน รับสมัครงานหรือมีธุรกิจด้านนี้เลย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าไม่ได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และไม่ได้รับค่าตอบแทนจากผู้เสียหายนั้น ขัดต่อเหตุผลและไม่น่าเชื่อฟัง แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวรู้เห็นในขณะที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายและได้เงินจากผู้เสียหายตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อตามพฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อมต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นมีเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความจริง กรณีจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้เงินไปจากผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 91 ตรี การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 หาได้หมายความว่า พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ แม้เดิมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกันจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตฉ้อโกง และปลอมเอกสาร แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้อีกด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดข้อหาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้วพนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๖ วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๘ เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศให้แก่คนงานทั่วไปรวมทั้งนายไพเราะ ศิลลา ผู้เสียหาย ซึ่งประสงค์จะไปทำงานกับนายจ้างในประเทศกาตาร์โดยเรียกและรับเงินเป็นค่าบริการและค่าตอบแทนในการจัดหางานให้ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าสามารถหางานให้ผู้เสียหายเพื่อส่งผู้เสียหายไปทำงานในประเทศกาตาร์ ตำแหน่งพนักงานขับรถ เงินเดือน ๑,๑๐๐ ริยัล แต่ผู้เสียหายต้องเสียค่าบริการจัดหางานให้แก่จำเลย อันเป็นเท็จ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง

ทั้งจำเลยก็ไม่สามารถที่จะส่งผู้เสียหายไปทำงานในต่างประเทศในตำแหน่งและเงินเดือนดังกล่าวได้ ด้วยการหลอกลวงของจำเลยทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงไปสมัครเพื่อจะไปทำงานในต่างประเทศ และชำระค่าบริการจัดหางานตามจำนวนที่จำเลยเรียกร้องให้แก่จำเลย เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๘๒ และมาตรา๙๑ ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๘๒ และมาตรา ๙๑ ตรีเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๓ ปีฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จำคุก ๓ ปี รวมจำคุกจำเลย๖ ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี จำคุก๓ ปี ยกฟ้องฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายไพเราะ ศิลลา ผู้เสียหาย เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๖ จำเลยติดต่อกับผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายไปทำงานในประเทศกาตาร์ ตำแหน่งพนักงานขับรถ มีเงินเดือน เดือนละประมาณ ๘,๐๐๐ บาทและเก็บเงินจากผู้เสียหายรวม ๔ ครั้ง เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าช่วยเหลือให้ความสะดวกในการส่งผู้เสียหายไปทำงานในต่างประเทศจำนวน ๑๖,๐๐๐ บาท รวมอยู่ด้วย หลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๗ผู้เสียหายเดินทางไปถึงบริษัทมาร์เบิล กรานิต เซนเตอร์ ที่ประเทศกาตาร์ ประมาณ๓ สัปดาห์ แล้วก็ยังไม่ได้ทำงาน

เนื่องจากไม่มีงานในตำแหน่งพนักงานขับรถให้ผู้เสียหายทำตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ต่อจากนั้นบริษัทดังกล่าวให้ผู้เสียหายทำงานขัดหินเงินเดือนเดือนละประมาณ ๔,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายแจ้งแก่นายจ้างว่าต้องการกลับประเทศไทย แต่ได้รับคำชี้แจงว่าผู้เสียหายต้องทำงานหาเงินเป็นค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินกลับประเทศไทยเอง ผู้เสียหายจึงต้องทำงานต่อไปอีกจนได้ค่าจ้างเป็นเงินประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท เพียงพอเป็นค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินแล้วเดินทางกลับประเทศไทย และทวงถามเงินคืนจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานอื่นรู้เห็นอยู่ด้วยในขณะที่ผู้เสียหายและจำเลยตกลงกัน แต่โจทก์ก็มีจ่าเอกจรัญ นันทกร เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดพิจิตรเบิกความสนับสนุนผู้เสียหายว่า

หลังจากผู้เสียหายกลับมาถึงประเทศไทยเพียงไม่กี่วัน ผู้เสียหายมาร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จ่าเอกจรัญสอบปากคำผู้เสียหายไว้ ผู้เสียหายก็ให้การยืนยันเช่นเดียวกับที่เบิกความต่อศาล ตามเอกสารหมาย จ.๑ จำเลยเองนำสืบยอมรับว่าช่วยเหลือผู้เสียหายให้ไปทำงานที่บริษัทมาร์เบิล กรานิต เซนเตอร์ประเทศกาตาร์ แต่เป็นการช่วยเหลือโดยไม่มีค่าตอบแทนในฐานะที่จำเลยรู้จักกับญาติของผู้เสียหาย และจำเลยไม่ได้หลอกลวงผู้เสียหาย นอกจากนี้ผู้เสียหายร้อยตำรวจเอกพิทยา อำพันธ์มณี พนักงานสอบสวนและจำเลยยังเบิกความรับกันว่า เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวน ๔๕,๐๐๐ บาท โดยจ่ายให้ผู้เสียหายในวันที่ตกลงกันจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาทส่วนอีก ๒๐,๐๐๐ บาท

จะจ่ายให้ผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายไปแถลงต่อศาลจังหวัดพิจิตรว่าไม่เอาความแก่จำเลย ตามเอกสารหมาย จ.๔ อีกทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกพิทยา ว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านจำเลยพบเครื่องโทรสารเครื่องพิมพ์ดีด เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า ตรายาง และสิ่งของรายการอื่น ๆ อีกหลายอย่างรวมทั้งหนังสือเดินทางจำนวน ๒๙ เล่ม ตามบัญชีของกลาง เอกสารหมาย ป.จ.๑ซึ่งค้านกับข้ออ้างของจำเลยที่ว่าไม่ได้จัดหางาน รับสมัครงาน หรือมีธุรกิจด้านนี้เลยเมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายรวมทั้งจ่าเอกจรัญ เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดพิจิตรและร้อยตำรวจเอกพิทยา พนักงานสอบสวนต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษเชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามที่รู้เห็นมา

แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวรู้เห็นในขณะที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายและได้เงินจากผู้เสียหายตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อตามพฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อมต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นมีเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความจริง กรณีจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้เงินไปจากผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ตามฟ้อง ส่วนฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า ปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกพิทยา พนักงานสอบสวนว่า ชั้นสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยกับพวกว่าร่วมกันจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

ฉ้อโกงและปลอมเอกสารเท่านั้น แต่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้อีกข้อหาหนึ่งด้วย โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดข้อหาดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ นั้น เห็นว่า การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ หาได้หมายความว่า พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ แม้เดิมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกันจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ฉ้อโกง และปลอมเอกสารแต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้อีกด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดข้อหาดังกล่าวตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดข้อหาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
หัสดี ไกรทองสุก · ประดิษฐ์ สิงหทัศน์ · ธาดา กษิตินนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพิจิตร - นายโอฬาร ธรรมบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายประจักษ์ เกียรติอนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้