Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3432/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 56 วรรคแรก ไม่ได้บัญญัติวิธีการในการแจ้งให้ทราบถึงคำวินิจฉัย คชก. ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร หรือจะต้องทำเป็นหนังสือทางการหรือไม่ ดังนั้น หากผู้เช่านาทราบคำวินิจฉัย คชก.ตำบลแล้วไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน โจทก์ที่ 1 ทราบคำวินิจฉัย คชก.ตำบลแล้วในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 บอกให้โจทก์ที่ 2 ทราบคำวินิจฉัย คชก.ตำบลจึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ได้ทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลเช่นเดียวกัน โจทก์ทั้งสองจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ คชก.จังหวัดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลแม้ต่อมา คชก.ตำบล จะมีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสองทราบในภายหลังอีก ก็หาเป็นผลให้โจทก์ทั้งสองอ้างเป็นเหตุให้เริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ใหม่ นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าวอีกได้ไม่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เกินกว่า 30 วันนับแต่ทราบคำวินิจฉัยแต่แรกเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 56 วรรคแรกคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบล จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 56 วรรคสองคชก.จังหวัดไม่มีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคชก.ตำบล ตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ การที่ คชก.จังหวัดได้ลงมติและวินิจฉัยอีก จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ปราศจากอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลที่ให้โจทก์ทั้งสองเลิกการเช่านาเป็นที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ทำนาในที่นาต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 56

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 694 ตำบลบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางน้ำเปรี้ยวจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 45 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวาจากนายหะยีอุสมาน แฉล้มวารี และนางฟี แฉล้มวารีเพื่อทำนา เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2532คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวได้ประชุมลงมติวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสองเลิกการเช่านาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2532 เป็นต้นไปทั้งนี้โดยมิได้มีการแจ้งเป็นหนังสือบอกเลิกการเช่านาให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อนตามกฎหมายและการแจ้งกำหนดนัดประชุมคชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยว กำหนดระยะเวลากระชั้นชิด ไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิที่จะคัดค้านได้ เป็นการไม่ชอบ ต่อมาเลขานุการ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยว มีหนังสือลงวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2532 แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวส่งถึงโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 และวันที่6 มีนาคม 2532 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยว

ดังกล่าวต่อ คชก.จังหวัดฉะเชิงเทราคชก.จังหวัดฉะเชิงเทราได้ประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม2532 แต่ยังไม่มีคำวินิจฉัยและได้ประชุมมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่13 กันยายน 2532 ว่า คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวชอบแล้วและอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไม่มีผลเป็นการอุทธรณ์ตามกฎหมาย การพิจารณาลงมติวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจำเลยทั้งสิบสี่เป็นกรรมการในการประชุมคราวนั้นกระทำโดยมิชอบ กล่าวคือการบอกเลิกการเช่านาต่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีการปฏิบัติตามกฎหมายโจทก์ทั้งสองไม่ได้ทำให้ที่นาพิพาทเปลี่ยนแปลงเสียสภาพนาไปและการพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่าง ๆ นั้นจำเลยทั้งสิบสี่มิได้พิจารณาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองให้ครบถ้วน แต่พิจารณาจากพยานหลักฐานฝ่ายผู้ให้เช่านาเพียงฝ่ายเดียว และในเรื่องระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองนั้นก็ได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน

นับแต่วันได้รับแจ้งให้ทราบคำสั่งและไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวมีคำวินิจฉัย เป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดทุกประการแล้ว ขอให้เพิกถอนมติของจำเลยทั้งสิบสี่เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2532 ที่วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวชอบแล้วและอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองไม่มีผลเป็นการอุทธรณ์ตามกฎหมายและให้โจทก์ทั้งสองได้ทำนาในที่นาพิพาทต่อไปอีกอย่างน้อย 2 คราวจำเลยทั้งสิบสี่ให้การว่า คชก.จังหวัดฉะเชิงเทราได้ประชุมลงมติ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีเช่านาพิพาทของโจทก์ทั้งสองโดยชอบทุกประการเพราะได้มีการแจ้งบอกเลิกการเช่านาเป็นหนังสือไปยังโจทก์ทั้งสอง มีการแจ้งนัดประชุมให้โจทก์ทั้งสองเข้าร่วมประชุมและมีโอกาสคัดค้านการบอกเลิกการเช่านาแต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ทำถนนและขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่นาพิพาททำให้สภาพนาเสื่อมเสียเปลี่ยนแปลงไป

อันเป็นเหตุให้เจ้าของนาพิพาทมีสิทธิบอกเลิกการเช่าได้ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวจึงพิจารณาและมีมติวินิจฉัยให้เลิกการเช่านาโดยชอบเมื่อวันที่ 11มกราคม 2532 ซึ่งวันนั้นโจทก์ทั้งสองเข้าร่วมประชุมและทราบมติคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวแล้วแต่โจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2532 เกินกว่าระยะ 30 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนมติซึ่งจำเลยทั้งสิบสี่ในฐานะ คชก.จังหวัดฉะเชิงเทราลงมติวินิจฉัยไปตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัดฉะเชิงเทรา เกี่ยวกับการเช่านาพิพาทของโจทก์ทั้งสองที่วินิจฉัยเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2532 คำขอให้โจทก์ทั้งสองได้ทำนาในที่นาพิพาทต่อไปให้ยกโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสองได้ทำนาในที่นาพิพาทต่อไป

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสิบสี่ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้เช่านาพิพาทจากนายหะยีอุสมานหรือเสรี แฉล้มวารี และนางฟี แฉล้มวารี ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2532คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวมีมติให้โจทก์ทั้งสองเลิกเช่านาพิพาทโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อ คชก.จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ 6 มีนาคม 2532คชก.จังหวัดฉะเชิงเทราประชุมเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2532และมีความเห็นว่า มติของ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวถูกต้องแล้วและอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองยื่นเกินกำหนด 30 วัน จึงไม่มีผลเป็นอุทธรณ์ตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสี่ ข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดหรือไม่ในปัญหานี้ ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 มาตรา 56 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนาหรือผู้ให้เช่านาที่เป็นคู่กรณี หรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลต่อ คชก.จังหวัดได้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน คชก.ตำบลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบล แต่ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ คชก.ตำบลได้มีคำวินิจฉัย" ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้บัญญัติวิธีการในการแจ้งให้ทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร หรือจะต้องทำเป็นหนังสือทางการหรือไม่ฉะนั้นหากปรากฏว่าผู้เช่านาทราบคำวินิจฉัย

คชก.ตำบลแล้วไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ทั้งสองว่า ในวันที่ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวประชุมลงมติคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2532 โจทก์ทั้งสองได้เดินทางไปยังสถานที่ประชุม โจทก์ที่ 1 ร่วมประชุมอยู่จนกระทั่งคณะกรรมการ คชก.ตำบลลงมติวินิจฉัยดังกล่าว ดังนี้โจทก์ที่ 1 ย่อมทราบคำวินิจฉัยในขณะนั้นแล้ว และต่อมาในเย็นวันเดียวกันนั้น โจทก์ที่ 1 ก็บอกให้โจทก์ที่ 2 ทราบคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า โจทก์ที่ 2 ได้ทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลเช่นเดียวกัน โจทก์ทั้งสองจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ คชก.จังหวัดภายใน 30 วัน

นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลคือวันที่ 11 มกราคม 2532 แม้ต่อมาคชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวจะมีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสองทราบในภายหลังอีก ก็หาเป็นผลให้โจทก์ทั้งสองอ้างเป็นเหตุให้เริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ใหม่ นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าวอีกได้ไม่ ดังนั้นเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 6 มีนาคม 2532จึงเกินกว่า 30 วัน นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2532 ที่โจทก์ทั้งสองทราบคำวินิจฉัยแต่แรก อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 56 วรรคแรกคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 56 วรรคสอง ด้วยเหตุนี้ คชก.จังหวัดฉะเชิงเทราไม่มีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลดังกล่าวตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ การที่ คชก.จังหวัดได้ลงมติและวินิจฉัยเรื่องนี้อีก จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ปราศจากอำนาจ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีต้องถือว่าคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลบางน้ำเปรี้ยวที่ให้โจทก์ทั้งสองเลิกการเช่านาเป็นที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ทำนาในที่นาพิพาทต่อไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · ชูชาติ ศรีแสง · สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2540

คดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทและแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยไม่ออกไป โจทก์ก็ฟ้องคดีทันที ส่วนจำเลยเมื่อถูกโจทก์ฟ้องขับไล่ก็ฟ้องแย้งขอซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ทันทีเช่นกัน โ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2540

คดีนี้โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิซื้อที่นาพิพาท โจทก์จึงต้องฟ้อง คชก.จังหวัดเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ คชก.จังหวัดได้มีโอกาสเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2539

ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524มาตรา 57 คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัด จะต้องฟ้องเพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัด เพราะตราบใดคำวิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4369/2539

ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองร่วมกันเช่านาของ บ. ต่อมาผู้ให้เช่าบอกเลิกการเช่านา ในการนี้ผู้ให้เช่าจ่ายค่าทดแทนให้แก่ผู้เช่าทุกคนไร่ละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 69,000 บาท แ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7057/2538

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ขาดนัดพิจารณาและให้สืบพยานโจทก์ทั้งสองไปฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้ามาสืบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 205 วรรคหนึ่ง ศาลจะวินิจฉัยให้คู่ค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้