คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ตกลงซื้อที่ดิน 2 แปลงพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างจากนายก่วนยู่ แต่เนื่องจากโจทก์อยู่ในจังหวัดพระนครและเป็นคนต่างด้าว ประสงค์จะให้นายประสงค์บุตรโจทก์เป็นผู้รับโอนแต่นายประสงค์ยังเป็นเด็กและอยู่ในกรุงเทพฯ จึงมอบให้จำเลยรับโอนแทน ต่อมาจำเลยโอนที่ดินแปลงหนึ่งให้โจทก์ อีกแปลงหนึ่งจำเลยเพิกเฉยไม่โอนให้บุตรโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยโอนให้โจทก์ในนามนายประสงค์ ลิ่มเจริญจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยซื้อที่พิพาทแทนโจทก์ แต่จำเลยได้ครอบครองเป็นของตนเอง โจทก์ก้รู้มิได้ฟ้องเอาคืนภายใน 1 ปี พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาท
จำเลยรับโอนที่พิพาทมาในฐานะตัวแทนโจทก์ การที่จำเลยเข้าครอบครองเสียภาษีและแจ้งการครอบครองที่ดินแม้จะลงชื่อของจำเลยเอง ก็เป็นการครอบครองแทนโจทก์ ฉะนั้นแม้จำเลยจะครอบครองมานานเท่าใดก็ไม่อาจยกอายุความขึ้นใช้ยันโจทก์และจะอ้างว่าเป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนเองก็ไม่ได้ เพราะมิได้มีการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวว่าไม่เจตนาจะยึดถือแทน หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริตอาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่พิพาทการที่โจทก์เป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดิน และให้จำเลยซึ่งเป็นคนไทยเป็นผู้รับโอนแทนโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยให้โอนที่ดินให้โจทก์โดยให้โอนในนามนายประสงค์
ลิ่มเจริญบุตรโจทก์ได้หรือไม่ที่ประชุมใหญ่เห็นว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาซื้อขายที่พิพาทเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เพราะขัดกับประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 86 และ 113 จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 และจำเลยถือที่พิพาทแทนโจทก์ จำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของไม่ได้ ทั้งโจทก์จะบังคับให้จำเลยโอนที่พิพาทให้บุตรโจทก์ก็ไม่ได้ผลต่อไปต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 96พิพากษายืนในผลที่ให้ยกฟ้อง