Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3450/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 มีอาชีพค้าขายที่ดินและบ้านจัดสรรมาหลายปีแล้วทั้งจำเลยที่ 2 เห็นรั้วอิฐบล็อกที่กั้นที่ดินพิพาทจากทางทิศใต้ไปทางทิศเหนือรวม 2 แนวซึ่งไปจดรั้วของบ้านจำเลยที่ 2 และเห็นการถมดินและอาคารซึ่งเทพื้นคอนกรีตโดยมีโครงหลังคาเหล็กก่อสร้างในที่ดินพิพาทเช่นนี้ จำเลยที่ 2 น่าจะรู้ราคาจริงของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างว่าเป็นเงินเท่าใด และราคาซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 รับซื้อไว้จากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 900,000 กว่าบาทนั้น ต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงเพียงใดหรือไม่เพราะตามปกติราคาซื้อขายที่แท้จริงของที่ดินจะสูงกว่าราคาที่เจ้าพนักงานที่ดินประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เองว่าราคาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นเงิน 900,000 กว่าบาท ส่วนราคาที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินประเมินไว้เป็นเงินถึง 1,480,000 บาทดังนั้นถ้าถือตามราคาที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันดังคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินมากเมื่อพิเคราะห์ประกอบกับการที่จำเลยที่ 2 รู้จักกับจำเลยที่ 1 มาเป็นเวลาหลายปีและจำเลยที่ 2 มีที่ดินติดต่อกันด้วยแล้ว จึงฟังได้ว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยไม่สุจริตโดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากโอนไม่ได้จึงให้ชำระค่าเสียหายนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน ก็ยังถือว่าเป็นการโอนโดยชอบอยู่ จึงถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นต้นไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินเฉพาะส่วนให้โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ตกลงจะขายที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ตามโฉนดที่ดินให้โจทก์อีก และได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน โดยจะไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวทั้งแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ซึ่งมีสิทธิจะจดทะเบียนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ก่อนจำเลยที่ 2 เสียเปรียบโดยที่จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์และโจทก์ได้สร้างอาคารลงในที่ดินแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 25247 ตำบลในเมืองอำเภอเมืองขอนแก่น

จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 17.2ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วจดทะเบียนโอนให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หรือมิฉะนั้นให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,583,767.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 1,367,800 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 เป็นการขายโดยนายธานีและนางอารีนาผู้ซื้อที่ดินที่แท้จริงดำเนินการขายเอง โจทก์ไม่ใช่ผู้ซื้อที่ดินและไม่ใช่ผู้ลงทุนก่อสร้าง แต่เป็นเพียงตัวแทนของนายธานีและนางอารีนาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ส่วนค่าก่อสร้างบ้านพักพร้อมรั้วให้จำเลยที่ 1 และค่าก่อสร้างโรงเรียนอนุบาลนายธานีและนางอารีนา บุญคุ้ม เป็นผู้จ่าย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยสุจริต ไม่เคยทราบว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลยที่ 1 และที่ดินพิพาทพร้อมทั้งอาคารเป็นของโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพราะสัญญาซื้อขายตามฟ้องทั้งสองฉบับเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีข้อความว่าคู่สัญญาจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กัน เมื่อไม่ได้จดทะเบียนจึงเป็นโมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1มรณะนายวิบูลย์ โคตรสิทธิ์ ขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนโดยจำเลยทั้งสองรู้ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบนั้น โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้างเพราะจำเลยที่ 2 มีที่ดินติดกับที่ดินพิพาทและเวลาก่อสร้างจำเลยที่ 2 ก็เห็น แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไปคัดค้านปรากฏตามคำขออายัดที่ดินเอกสารหมาย จ.71จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความแต่ผู้เดียวว่า ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และมีค่าตอบแทนและไม่รู้ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ แต่จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 2ประกอบอาชีพค้าขายที่ดินและบ้านจัดสรรที่จังหวัดขอนแก่นซึ่งรวมทั้งหมู่บ้านพิมานเทพมาหลายปีแล้ว

จำเลยที่ 2 รู้จักกับจำเลยที่ 1โดยด้านทิศใต้ของหมู่บ้านพิมานเทพของจำเลยที่ 2 ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 (ที่ดินพิพาท) ก่อนจะซื้อที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 เห็นรั้วอิฐบล๊อกที่กั้นที่ดินพิพาทจากทางทิศใต้ไปทางทิศเหนือรวม 2 แนวซึ่งไปจดกับรั้วของหมู่บ้านพิมานเทพ และเห็นการถมดินรวมทั้งอาคารซึ่งเทพื้นคอนกรีตโดยมีโครงหลังคาเป็นเหล็กสีฟ้าในที่ดินพิพาทมา2-3 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา900,000 กว่าบาทแต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นแนะนำว่าราคาประเมินของที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินประเมินไว้สูงกว่าราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายกันจึงให้กรอกราคาที่ดินพิพาทตามราคาประเมินซึ่งเป็นเงิน1,480,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.7หรือ จ.70

ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 มีอาชีพค้าขายที่ดินและบ้านจัดสรรที่จังหวัดขอนแก่นมาหลายปีแล้วทั้งจำเลยที่ 2 ได้เห็นรั้วอิฐบล็อกที่กั้นที่ดินพิพาทจากทางทิศใต้ไปทางทิศเหนือรวม 2 แนวซึ่งไปจดกับรั้วของหมู่บ้านพิมานเทพของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ได้เห็นการถมดินและเห็นอาคารซึ่งเทพื้นคอนกรีตโดยมีโครงหลังคาเหล็กก่อสร้างในที่ดินพิพาทเช่นนี้ จำเลยที่ 2 น่าจะรู้ราคาจริงของที่ดินพิพาท(พร้อมสิ่งปลูกสร้าง) ว่าเป็นเงินเท่าใด และราคาซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 รับซื้อไว้จากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 900,000กว่าบาทนั้น ต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงเพียงใดหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามปกติราคาซื้อขายที่แท้จริงของที่ดินจะสูงกว่าราคาที่เจ้าพนักงานที่ดินประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เองว่าราคาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นเงิน 900,000 กว่าบาท

ส่วนราคาที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินประเมินไว้เป็นเงินถึง 1,480,000 บาทดังนั้น ถ้าถือตามราคาที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันดังคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินมาก เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับการที่จำเลยที่ 2 รู้จักกับจำเลยที่ 1 มาเป็นเวลาหลายปีและจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มีที่ดินติดต่อกันด้วยแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวมาจึงฟังได้ว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นไปโดยไม่สุจริต โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ดังนั้น โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ส่วนที่โจทก์เรียกค่าวางมัดจำที่ดินพิพาท

ค่าก่อสร้างบ้านพักพร้อมรั้วให้จำเลยที่ 1 และค่าก่อสร้างโรงเรียนอนุบาลรวมเป็นเงินจำนวน 1,367,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นั้น ข้อนี้จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีแต่เพียงว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนายธานีและนางอารีนา บุญคุ้ม เป็นผู้จ่าย โดยมิได้โต้แย้งว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงต้องฟังว่าโจทก์เสียหายตามฟ้องจริงแต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทหากโอนไม่ได้จึงให้ชำระค่าเสียหาย ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน ก็ยังถือว่าเป็นการโอนโดยชอบอยู่ จึงถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท

โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นต้นไปพิพากษากลับ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 25247ตำบลในเมือง (พระลับ) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 17.2 ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์หากไม่สามารถโอนได้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเงิน1,367,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2545

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้หนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 นอกจากนี้แผนผังอาคารพาณิชย์และใบเสนอราคาหัวกระดาษเอกสารดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเอกสารของจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2540

ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์มีฐานะเป็นผู้จะซื้อซึ่งมีความผูกพันตามสัญญาในฐานะผู้จะซื้อทุกประการ และในสัญญาข้อ 6 มีใจความว่าคู่สัญญาตกลงกันว่าในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผู้จะขา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5459/2537

จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้อื่นรวม 7 คน ในที่ดินมีโฉนดโดยมิได้ระบุส่วนสัดของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนไว้ในโฉนดเมื่อจำเลยตกลงขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยในที่ดินแปลงใหญ่ให้แก่โจทก์ และข้อเท็จจริง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 499/2534

จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมี ส. เป็นกรรมการผู้จัดการ การที่ ส. สั่งซื้อกรอบรูปจากโจทก์แม้จะลงลายมือชื่อในใบสั่งซื้อเพียงผู้เดียว ก็ถือได้ว่า ส. ทำการแทนจำเลยจำเลยจึงต้องรับผิดชอบตามใบสั่งซื้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3844/2526

เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ แม้โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยเป็นจำนวนเท่าใดศาลก็กำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ได…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้