Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3453/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่1รับผิดตามสัญญาขายลดเช็คมิได้ฟ้องบังคับให้ใช้เงินตามเช็คและให้จำเลยที่2รับผิดตามสัญญาค้ำประกันสัญญาขายลดเช็คต้องนำอายุความสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกันมาใช้บังคับซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงอยู่ในอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา193/30มีกำหนด10ปี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2523 จำเลยที่ 1ขอวงเงินนำเช็คมาขายลดกับโจทก์ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งโจทก์อนุมัติตามขอ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คมาขายลดหลายครั้งคิดถึงเดือนตุลาคม 2524 จำเลยที่ 1 มียอดหนี้ค้างชำระ 340,000 บาทจำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคารมหานคร จำกัด สำนักงานใหญ่ จำนวน9 ฉบับ จำนวนเงิน 340,000 บาท มาขายลดให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้ 8 ฉบับ ส่วนเช็คฉบับที่ 9 ซึ่งลงวันที่ 25 สิงหาคม 2525 สั่งจ่ายเงินจำนวน260,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนกำหนดการใช้เงินไปเป็นวันที่ 25 มิถุนายน 2528 ในระหว่างที่เช็คฉบับที่ 9 ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระเฉพาะต้นเงินให้โจทก์ 100,000บาท คงเหลือต้นเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ 160,000 บาทซึ่งจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระให้โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คฉบับดังกล่าวถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระต้นเงิน 160,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ20 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2528 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2529เป็นเงิน 13,501.37 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2528 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 135,430.14 บาทรวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 308,931.51 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 308,931.51 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปีของต้นเงิน 160,000 บาท

นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินต้นจำนวน160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี นับแต่วันที่3 ตุลาคม 2528 จนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2529 ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2529 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 3ตุลาคม 2533) และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 148,931.51 บาทจำเลย ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.11 ไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์จำนวน 340,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงสั่งจ่ายเช็คจำนวน 9 ฉบับ ขายลดให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 ปรากฏว่าเรียกเก็บเงินตามเช็คได้เพียง 8 ฉบับ ส่วนเช็คฉบับที่ 9 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 25 สิงหาคม 2525 นั้น จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนกำหนดใช้เงินไปเป็นวันที่ 25 มิถุนายน 2528 ในระหว่างที่เช็คฉบับที่ 9ยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระเฉพาะต้นเงินแก่โจทก์รวม 100,000 บาท จำเลยที่ 1 คงเป็นหนี้โจทก์เฉพาะต้นเงินจำนวน 160,000 บาท

ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้วแต่ส่งหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ปฏิเสธหนี้ไปยังโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.2 เพียงข้อเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขายลดเช็คมิได้ฟ้องบังคับให้ใช้เงินตามเช็ค และให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันต้องนำอายุความตามสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกันมาใช้บังคับ ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงอยู่ในอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา193/30 (มาตรา 164 เดิม) ซึ่งมีกำหนด 10 ปี ข้อเท็จจริงได้ความว่า

จำเลยที่ 1 นำเช็คมาขายลดให้แก่โจทก์หลายครั้ง เมื่อถึงเดือนตุลาคม 2524 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 340,000 บาทจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คธนาคารมหานคร จำกัด สำนักงานใหญ่รวม 9 ฉบับ มาทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.12 ให้ไว้แก่โจทก์ศาลฎีกาพิจารณาเอกสารหมาย จ.12 แล้ว ข้อความในเอกสารดังกล่าวมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้ แต่เป็นสัญญาขายลดเช็ค เมื่อปรากฏว่าเช็คฉบับที่ 9 ตามสัญญาขายลดเช็คดังกล่าวครบกำหนดการใช้เงินเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2528 แล้ว ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งตามสัญญาขายลดเช็คถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดนับแต่วันที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป ซึ่งนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 3 ตุลาคม 2533ยังไม่เกิน 10 ปี

คดีโจทก์ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดโจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ได้แต่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ แสนศิริ · ชลอ ทองแย้ม · ทวิช กำเนิดเพ็ชร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 866/2548

อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ยักยอกเงินของโจทก์ไป อันเป็นการรับผิดในม…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 36487)

ธนาคาร ก. ค้ำประกันบริษัท จ. ต่อการสื่อสารแห่งประเทศไทยว่า หากบริษัท จ. ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญา ซึ่งการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีสิทธิริบหลักประกันห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 99046)

สัญญาซื้อขายฯระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินคือภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลา จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันถัดจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8228/2540

โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท ย. ก่อสร้างสาธารณูปโภคในหมู่บ้านโครงการบ้านแมกไม้ โดยได้ชำระเงินค่าแรงล่วงหน้าให้แก่บริษัท ย.ไปแล้วและจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของบริษัท ย. โดยหนังสือค้ำปร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้