คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 แต่เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและควบคุมตัวนายอำนาจ ที่หน้าธนาคาร แล้วแยกควบคุมตัวไปรถคนละคัน เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของจำเลยไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 8,538 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 737.715 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 140.620 กรัม เป็นของกลาง แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในวันเกิดเหตุ พันตำรวจโทวิชาญยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุงพร้อมซิมการ์ดหมายเลข 06 3145 xxxx จากกระเป๋ากางเกงของจำเลย ซึ่งตรงกับหมายเลขโทรศัพท์บุคคลชื่ออ้าย ตามเอกสารที่ระบุว่ามีรายการเรียกเข้ามาในเวลา 20 นาฬิกา และการติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์กับนางสาวสาลินีในวันเกิดเหตุ โดยมีภาพถ่ายแสดงภาพหน้าจอของจำเลยปรากฏอยู่ด้วย ประกอบกับพันตำรวจโทสุเทพยังเบิกความว่า จำเลยมีการติดต่อกับนางสาวรุ่งนภา ในเครือข่ายยาเสพติด ซึ่งภาพถ่ายหน้าจอปรากฏรูปของจำเลยเช่นเดียวกัน
แม้นางสาวสาลินีจะเบิกความขัดแย้งกับบันทึกคำให้การ โดยอ้างว่า ได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากนายอำนาจ พยานไม่ได้อ่านข้อความในคำให้การ แต่ลงลายมือชื่อไว้นั้น เห็นว่า พันตำรวจโทสุเทพร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจอื่นไปสอบถามคำให้การนางสาวสาลินีในเรือนจำถึง 2 ครั้ง คือในวันที่ 27 และ 28 ธันวาคม 2560 นางสาวสาลินีให้การเกี่ยวกับรายละเอียดการติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การโอนเงินให้จำเลย หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย รวมทั้งมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจำเลยเข้าไปเยี่ยมนางสาวสาลินีในเรือนจำและพูดจาหว่านล้อมไม่ให้นางสาวสาลินีซัดทอดถึงจำเลยโดยมีข้อแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ซึ่งตามปกติวิสัยทั่วไปย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ และสอดคล้องกับรายการโทรศัพท์ในชื่อ
"อ้าย" และหมายเลขโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสาวสาลินี ประกอบกับทนายความจำเลยมิได้ถามค้านพันตำรวจโทสุเทพในข้อนี้เพื่อกระจายข้อเท็จจริงทำลายน้ำหนักให้ลดน้อยลงว่านางสาวสาลินีให้ถ้อยคำโดยไม่สมัครใจและมีการกระทำที่มิชอบอย่างไร จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าเหตุที่นางสาวสาลินีมาเบิกความเป็นปรปักษ์กับพยานโจทก์ก็เพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด แม้คำให้การของนางสาวสาลินีจะเป็นคำซัดทอด แต่ก็มิได้ทำให้นางสาวสาลินีพ้นความรับผิด ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ก็มิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเสียทีเดียว หากพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ